Category Archives: ความรู้สุขภาพ

  • -

แนะทานอาหารครบ 5 หมู่ ฟื้นฟูวัณโรคปอด

แนะทานอาหารครบ 5 หมู่ ฟื้นฟูวัณโรคปอด thaihealth

            กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก แนะผู้ป่วยวัณโรคปอด รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ จะทำให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูจากโรคและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

           นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า วัณโรค หรือ TB คือโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไมโคแบคทีเรียมทูเบอร์ คูโลซิส วัณโรคสามารถเป็นได้ทุกส่วนของอวัยวะทั่วร่างกาย และบริเวณที่ติดเชื้อวัณโรคบ่อยที่สุดก็คือปอด ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่า ฝีในท้อง แต่ก็สามารถติดเชื้อที่ส่วนอื่นของร่างกายได้เช่นกัน เช่น ในกระดูก ลำไส้ ต่อมน้ำเหลือง หรือสมอง วัณโรคแพร่เชื้อโดยการไอ จาม ฝอยละอองเสมหะที่ออกมาจากปอดของผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคและผู้ที่ติดเชื้อวัณโรคก็คือผู้ที่หายใจรับเชื้อวัณโรคที่ล่องลอยในอากาศเข้าสู่ปอด

           อาการของผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคปอดมีหลายอาการ และสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยวัณโรคปอดมีน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว คือ ผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหาร สาเหตุของการเบื่ออาการก็คือ ผลจากโรคและผลข้างเคียงจากยา ต่อมรับรสผิดปกติ มีเสมหะ ไอ เหนื่อย รวมทั้งดื่มน้ำมากเกินไปทำให้อิ่มน้ำ ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะทุพโภชนาการ ร่างกายขาดสารอาหาร ส่งผลให้อาการของโรคและอาการแพ้ยารุนแรงมากขึ้น ผู้ป่วยจึงควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่  นายแพทย์ณัฐพงศ์ กล่าว

          นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์  กล่าวเพิ่มเติมว่า การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการเพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนนั้น ผู้ป่วยวัณโรคปอดควรเลือกรับประทานอาหารในหมู่ต่างๆ ดังนี้ หมู่ที่ 1 เนื้อสัตว์ต่างๆ นม ไข่ เต้าหู้ ช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีน ในการฟื้นฟูเสริมสร้างภูมิต้านทาน หมู่ที่ 2 ข้าว แป้ง ข้าวโพด เผือก มัน ฟักทอง น้ำตาลควรเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ขัดสี เช่นข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท เพราะมีวิตามินบีสูงช่วยลดอาการชาปลายมือปลายเท้าและเพิ่มความอยากอาหาร หมู่ที่ 3 และ 4 พืชผักและผลไม้ต่างๆ ควรเลือกรับประทานให้หลากหลาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารต่างๆ ตลอดจนเสริมสร้างภูมิต้านทาน ป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ

         หมู่ที่ 5 น้ำมัน ไขมันจากพืชและสัตว์ ซึ่งให้พลังงานสูง สร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย ควรเลือกบริโภคน้ำมันที่มีกรดไขมันดี เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ถ้าผู้ป่วยมีอาการไอ และมีเสมหะ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ ของทอด ของมัน กะทิ และน้ำเย็น น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง อาทิ  น้ำมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว อาหารที่มีแก๊สสูง เช่น ของดอง ถั่ว น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารที่มีกลิ่นแรง และอาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หากผู้ป่วยวัณโรคปอดสามารถปฏิบัติตนโดยรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ และรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายสามารถฟื้นฟูจากโรคและมีสุขภาพแข็งแรง  นายแพทย์เอนกกล่าว

ที่มา : www.thaihealth.or.th

Please follow and like us:

  • -

ระวัง !! เชื้อดื้อยา

ระวัง !! เชื้อดื้อยา  thaihealth

       เคยสังเกตไหมว่า เป็นหวัดนิดหน่อย ท้องเสียบางวัน หรือหกล้มมีแผลสด หลายคนรีบถามหายาฆ่าเชื้อโดยทันที ทั้งที่อาการเหล่านี้ สามารถรักษาตามอาการและหายเองได้โดยไม่ต้องพึ่งยาเหล่านั้น  มิหนำซ้ำหากรับงานฆ่าเชื้อโดยไม่สมเหตุสมผลหรือไม่จำเป็นอาจทำให้คุณเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยานั่นเอง

        เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพเป็นวิกฤตร่วมกันของทุกประเทศ มีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึง 700,000 คนต่อปี ซึ่งประเทศไทย 38,000 คนต่อปี จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2562 ในคนไทยอายุมากกว่า 15 ปี 54 ล้านคน พบว่า มีความรู้และเข้าใจเรื่องเชื้อดื้อยา และยาต้านจุลชีพในระดับที่ดีพอ ประมาณ 13 ล้านคน สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ประชาชนอีกกว่า 41 ล้านคนมีความรู้และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในทุกภาคส่วนได้อย่างไร

        จึงเป็นที่มาของงานสัปดาห์ความตระหนักรู้เรื่องยาต้านจุลชีพโลก ปี 2563 (Thailand’s World Antimicrobial Awareness Week 2020) ที่มีขึ้นเมื่อ วันที่ 16-24 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา  จัดโดยกระทรวงสาธารณสุข สสส.และ 21 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ สมาคมและองค์กรวิชาชีพ เครือข่ายภาคประชาสังคม และองค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ

ระวัง !! เชื้อดื้อยา  thaihealth

             สืบเนื่องจากปัญหาว่าประเทศไทยและทั่วโลก เจอปัญหาของเชื้อดื้อยา ซึ่งถ้าเราไม่รีบจัดการต่อไปหากมีการติดเชื้อ เราจะไม่มียาใช้ และสูญเสียชีวิต ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สัปดาห์ตระหนักรู้เรื่องการใช้ยาจุลชีพ จัดเป็นประจำทุกปี  ถือเป็นการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในประเทศไทย ร่วมมือกับ WHO สิ่งที่ทำได้คือ มีแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ เป็นกลไกเฝ้าระวัง งานวิชาการ การสื่อสารประชาสัมพันธ์และการออกกฎหมายควบคุมและกำกับ เป็นต้น โดยเน้นการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ไม่พร่ำเพรื่อ ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว  นั่นหมายถึง คน สิ่งแวดล้อม สัตว์ และอาหาร

           “ตอนนี้จะเห็นว่าเรามีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้กันอย่างกว้างขวาง ถือว่าเป็นสิ่งที่เราต้องทำคู่ขนานกับมาตรการและวิชาการ เพราะประชาชนคือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และเป็นผู้ที่อาจทำให้เกิดการดื้อยาโดยเฉพาะเรื่องการใช้ยาผิด หลายๆ โรคไม่จำเป็นต้องใช้ยา เราต้องให้ประชาชนรู้ ตระหนักและก็พยายามปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ตอนนี้เราเริ่มมีความเข้าใจมากขึ้น แต่ก็อย่าชะล่าใจ สสส.จึงต้องสื่อสารประชาสัมพันธ์ต่อ เรามีเดิมพันคือโรคติดเชื้อ ถ้าเราติดเชื้อไม่มียาฆ่าเชื้อ เราจะถึงวิกฤตของระบบสุขภาพได้อย่างแท้จริง” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

3 โรคพบบ่อย หายเองได้ ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

1.โรคหวัด ไอ ไข้ไม่สูง ไม่เจ็บคอ ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ เพราะหวัดเกิดจากเชื้อไวรัสไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย วิธีรักษาที่ดีที่สุดคือ  ต้องทำร่างกายให้แข็งแรง โดยการดื่มน้ำอุ่นและพักผ่อนมากๆ  เพื่อให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้และหายได้เร็ว

2.ท้องเสีย ไม่มีไข้ ไม่มีมูกเลือด ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ เพราะท้องเสียส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย วิธีรักษาที่ดีที่สุด คือ ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่เสียไป เลือกทานอาหารอ่อนๆ งดอาหารรสจัดหรือย่อยยากและไม่ควรดื่มนม

3.แผลสด  แผลไม่ลึก ไม่สกปรกมาก ไม่ใช่แผลถูกกัด ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

           สสส.เป็นองค์กรที่สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ รณรงค์สื่อสารการตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน ทั้งยังแสดงเจตนารมณ์ ในการดำเนินงานเรื่องนี้เพื่อนำสู่การลดการดื้อยาและให้ทุกคนมีสุขภาพดีทั่วกัน

ที่มา : www.thaihealth.or.th

Please follow and like us:

  • -

ป้องกันโรคเส้นเลือดในสมองตีบ แตก ก่อนวัยด้วยอาหาร (ตอน 2)

อาหารป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Dietary for Stroke Prevention)

3. อาหารกลุ่มไขมัน

 • ไขมันที่ดีจากถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ อะโวคาโด น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนลา น้ำมันเมล็ดชา

• ไขมันที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ไขมันอิ่มตัว ทั้งไขมันจากสัตว์และไขมันจากพืช เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นไขมันจากพืช แต่ไขมันอิ่มตัวเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เพิ่มไขมันที่ไม่ดี (LDL) และไขมันทรานส์ เป็นไขมันที่อันตรายที่ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากจะเพิ่มไขมันที่ไม่ดี (LDL) และลดไขมันดี (HDL) ในร่างกาย แม้ว่าปัจจุบันจะมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อไม่ให้มีไขมันทรานส์แล้ว แต่ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร ก็ยังมีการนำไขมันอิ่มตัวมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนยเทียม มาการีนหรือครีมเทียม ซึ่งหากร่างกายมีปริมาณไขมันที่ไม่ดี (LDL) มากขึ้นเรื่อยๆ จะไปอุดตันตามหลอดเลือดต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงหลอดเลือดสมองด้วย

4. อาหารจากธรรมชาติ ผ่านการปรุงแต่งน้อยจะมีโซเดียมไม่มากกว่าที่ร่างกายต้องการ ซึ่งจะช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติได้ ส่งผลดีในการช่วยป้องกันหลอดเลือดสมองไม่ให้เกิดความเสียหายได้

นอกจากอาหารทั่วๆ ไปดังที่กล่าวมาข้างต้น การกินอาหารแบบ Mediterranean Diet ก็ได้รับการวิจัยว่าช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้เช่นกัน

การกินแบบ Mediterranean Diet

จะเน้นกินพืชเป็นหลัก เป็นพืชไม่ขัดสี ข้าว ธัญพืชต่างๆ กินผัก ผลไม้

กลุ่มไขมันก็กินไขมันที่ดี เป็นกลุ่มโอเมก้า 9 ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันคาโนลา รวมถึงพวกถั่วเปลือกแข็งต่างๆ

กลุ่มโอเมก้า 3 ได้แก่ พวกปลาทะเลน้ำลึก หรืออาจจะเป็นปลาไทยอย่างที่กล่าวไปข้างต้น โดยใน 1 สัปดาห์ ควรกินปลาอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ครั้งละ 100 กรัม เพื่อให้ได้กรดไขมันโอเมก้า 3 ที่เพียงพอ เพราะกรดไขมันโอเมก้า 3 จะช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ และช่วยป้องกันการอักเสบของหลอดเลือด

กลุ่มที่เน้นให้กินน้อย ได้แก่ กลุ่มของหวาน น้ำตาลขัด ไขมันอิ่มตัว และกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป

นอกจากนี้ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนอีกกลุ่มคือการกินแบบ DASH Diet จะช่วยในเรื่องความดันโลหิตสูง จากการวิจัยพบว่าทำให้ลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจได้

การกินแบบ DASH Diet ร่วมกับควบคุมปริมาณโซเดียมจากอาหาร

• เน้นกินพืช ธัญพืช ถั่วต่างๆ เน้นแร่ธาตุโพแทสเซียมที่ได้มาจากผัก ผลไม้ พืชประเภทหัว และแมกนีเซียม ซึ่งได้มาจากผัก ผลไม้ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช และดาร์กช็อกโกแลต รวมทั้งแร่ธาตุแคลเซียม ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ปลาตัวเล็กตัวน้อย กุ้งฝอย งา เต้าหู้แข็ง

• กินโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เน้นกินอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีการปรุงแต่งมาก หรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารสำเร็จรูป

นอกจากการกินอาหารที่แนะนำไปแล้ว ควรออกกำลังกายร่วมด้วย เพราะจะทำให้มีสุขภาพหลอดเลือดที่ดี ทั้งยังช่วยทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี และควบคุมระดับความดันโลหิตสูง ซึ่งจะเป็นการช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองนั่นเอง

__________________________________________

ที่มา : thairath.co.th

Please follow and like us:

  • -

ป้องกันโรคเส้นเลือดในสมองตีบ แตก ก่อนวัยด้วยอาหาร (ตอน 1)

“โรคหลอดเลือดสมอง (stroke)” คือ ภาวะที่เนื้อเยื่อและเซลล์สมองถูกทำลายอันเนื่องมาจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตันหรือแตก ส่งผลให้เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือรุนแรงจนกระทั่งเสียชีวิตได้

 

ภาวะผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ 1.ภาวะที่สมองขาดเลือด ซึ่งอาจจะเกิดภาวะหลอดเลือดสมองอุดตันหรือหลอดเลือดตีบ และ 2.ภาวะเลือดออกในสมอง ซึ่งอาจเกิดจากหลอดเลือดฝอยฉีกขาด หรือหลอดเลือดโป่งพองแล้วแตกก็เป็นได้ ซึ่งล้วนทำให้สมองเกิดการเสียหาย ซึ่งหากเข้ารับการรักษาไม่ทันก็อาจทำให้เสียชีวิตได้

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

1. ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงได้ ได้แก่ พฤติกรรมต่างๆ ของคนเรานั่นเอง ได้แก่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การสูบบุหรี่ คนที่มีภาวะอ้วน ก็จะเสี่ยงต่อการเกิด stroke มากกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวปกติ กลุ่มคนที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง น้ำตาลสูง ความดันโลหิตสูง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้หลอดเลือดเกิดการเสียหาย และอาจนำไปสู่การเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตกได้

2. ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ได้แก่ เพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิง อายุที่มากขึ้น ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการเสียหาย รวมถึงพันธุกรรม ถ้ามีญาติพี่น้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยโรคหลอดเลือดสมอง คุณก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเหล่านี้ได้มากกว่าคนทั่วไป

อาการ

มีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่ามัว แขนขาอ่อนแรง หรือมีการพูดไม่ชัด มีอาการชาครึ่งซีกบริเวณใบหน้า ซึ่งเป็นภาวะของอัมพฤกษ์ ในบางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเป็นอัมพาต หรืออาจรุนแรงจนกระทั่งเสียชีวิตก็เป็นได้

การป้องกัน

การป้องกันที่ดีที่สุด คือ ป้องกันจากปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ ดังนี้

• คนที่มีภาวะความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน ควรควบคุมดูแลให้มีระดับความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ
• ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเลิกสูบบุหรี่ เพราะทั้งสองปัจจัยนี้จะทำให้หลอดเลือดเกิดความเสียหายได้
• รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติ
• กินอาหารที่มีประโยชน์ และรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม โดยเน้นกลุ่มอาหารที่มีใยอาหารเป็นองค์ประกอบ เช่น ธัญพืชต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง ผักผลไม้ ลดหวาน เน้นโปรตีนจากพืชและปลา เน้นอาหารจากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารสำเร็จรูป และลดโซเดียมในอาหาร

• ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
• นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
• จัดการความเครียดเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาหรือความวิตกกังวล

อาหารป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Dietary for Stroke Prevention)

อาหารประเภทโปรตีน

• เน้นกินปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง ได้แก่ ปลาแม็คคลอเรล ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน หรือจะเป็นปลาไทยๆ ก็ได้ เช่น ปลาจะละเม็ดขาว ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาสวาย ปลาทู ปลาสลิด ปลาตะเพียน เป็นต้น รวมทั้งโปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ นมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย

• หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป และเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ไส้กรอก กุนเชียง หมูยอ ลูกชิ้น ไข่เค็ม ปลาเค็ม

อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต

• เน้นคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารเป็นองค์ประกอบ เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง ผักหลากหลายสี และผลไม้ไม่หวานจัด

• หลีกเลี่ยงหรือบริโภคเพียงเล็กน้อยในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตขัดขาว อาหารที่มีน้ำตาลสูง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง รวมถึงน้ำผลไม้ เพราะเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย หากกินมากเกินไปจะมีผลทำให้ไตรกลีเซอร์ไรด์สูง สะสมเป็นไขมันอยู่ตามหลอดเลือด และระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่องจากการกินอาหารที่มีดัชนี้น้ำตาลสูงหรือคาร์โบไฮเดรตที่ขัดขาวหรือน้ำตาล จะทำให้หลอดเลือดแข็ง ขาดความยืดหยุ่น ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้

ยังมีความรู้เรื่อง “อาหารป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Dietary for Stroke Prevention)” อีก รอติดตามสัปดาห์หน้านะคะ

 

ที่มา :thairath.co.th

Please follow and like us:

  • -

วิธีการใช้ยาพ่นสูด

1.วิธีการใช้ยาพ่นสูด Accohaler


2.วิธีการใช้ยาพ่นสูด Turbuhaler

3.วิธีการใช้ยาพ่นสูด Breezhaler

4.วิธีการใช้ยาพ่นสูด Handihaler

5.วิธีการใช้ยาพ่นสูด Respimat

Please follow and like us:

Accessibility