อย่าดับร้อน ด้วยน้ำอัดลมจนเพลิน

  • -

อย่าดับร้อน ด้วยน้ำอัดลมจนเพลิน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ น้ำอัดลม

ช่วงหน้าร้อนแบบนี้อุณหภูมิที่สูงขึ้นในแต่ละวันทำให้คนเรารู้สึกกระหายน้ำบ่อย แต่เครื่องดื่มที่มีรสหวานและน้ำอัดลมเย็นๆ ดูจะเป็นทางเลือกลำดับต้นๆ ของหลายๆ คน แต่ไม่ว่าจะดื่มอย่างไรควรคำนึงถึงสุขภาพ เพราะน้ำหวานหรือน้ำอัดลมมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลักในปริมาณที่มาก

มีข้อมูลจากสำนักสื่อสารและโต้ตอบความเสี่ยง กรมอนcามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า หากเลือกดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่าจะส่งผลเสียแก่ร่างกาย ได้แก่ โรคฟันผุ โรคอ้วน โรคกระดูกพรุน กระดูกเปราะ เนื่องจากน้ำหวานชนิดอัดลมมีกรดคาร์บอนิกค่อนข้างมาก ซึ่งสารดังกล่าวจะกีดขวางการดูดซึมแคลเซียมของกระดูก การดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ เพราะร่างกายจะหลั่งสารอินซูลินออกมามากเกินจำเป็น ซึ่งในระยะยาวร่างกายจะผลิตอินซูลินได้น้อยลง จนทำให้ร่างกายเกิดโรคเบาหวานโดยไม่รู้ตัว

น้ำอัดลม 1 กระป๋อง (ขนาด 325 ซีซี) มีปริมาณน้ำตาล 8-12 ช้อนชา จะเท่ากับน้ำตาลในลูกอม จำนวน 17 เม็ด ส่วนเยลลี่ 1 ถ้วยเล็กจะมีปริมาณน้ำตาล 26 กรัม หากกินรวมกันหลายอย่างอาจทำให้ได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการของร่างกาย และเกินมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดว่าร่างกายควรได้รับน้ำตาลไม่เกิน 24 กรัมต่อวัน หรือปริมาณ 6 ช้อนชา

น้ำอัดลมจึงเป็นเครื่องดื่มดับกระหายที่น่าห่วงที่สุดในช่วงหน้าร้อน ถ้าดื่มประจำนอกจากส่งผลเสียต่อสุขภาพเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ แล้วยังส่งผลต่อปัญหาระบบย่อยอาหาร อีกทั้งน้ำตาลเป็นอาหารที่ให้แต่พลังงานว่างเปล่า คือให้พลังงานแต่ไม่ให้สารอาหารอื่นๆ เลย ดังนั้น เพื่อสุขภาพที่ดีในหน้าร้อนนี้จึงควรงดหรือเลี่ยงการดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมเป็นประจำ เน้นว่าอย่ากินประจำ เพราะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว แต่ให้หันมาดื่มน้ำเปล่าวันละ 8-10 แก้ว แทนจะดีกว่า นอกจากจะช่วยคลายร้อนแล้วยังดีต่อสุขภาพด้วย

“ในน้ำเปล่ามีส่วนช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ปรับสมดุลของร่างกาย ช่วยชะลอความแก่ เพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิว ช่วยให้ระบบย่อยในกระเพาะอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ไตแข็งแรง โดย 1 วันควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว” นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อดีตอธิบดีกรมอนามัย กล่าว 

ที่มา : https://www.thaihealth.or.th

Please follow and like us:

Accessibility