Category Archives: ทั้งหมด

  • -

  • -

มือเท้าชา อย่านิ่งนอนใจ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มือเท้าชา

ถ้าจะพูดถึงอาการเหน็บชา หลายคนอาจจะเป็นบ่อยจนไม่เคยสนใจ คิดว่าเป็นแล้วเดี๋ยวก็หาย ไม่น่าจะมีอะไรร้ายแรง และเป็นอาการธรรมชาติของคน เกิดจากการนั่งหรือนอนผิดท่า หรือบางครั้งแค่เผลอทับแขนหรือทับขาตัวเองก็เป็นได้แล้ว แต่อาการ “เหน็บชา“ ที่เกิดบ่อยมากเกินไปอาจเป็นสัญญาณของอันตรายได้ หากคุณกำลังเป็นกังวลกับอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ลองอ่านบทความนี้แล้วจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น

มือเท้าชา อย่านิ่งนอนใจ รักษาอย่างไร

    อาการชาของบางคนนั้นบ่งบอกได้ถึงความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับ “การกดทับของเส้นประสาทบริเวณต่างๆ“ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อาการหลับลึก เมาสุรา ป่วยหนัก พิการทางสมอง จนเส้นประสาทที่ถูกกดทับช้ำมากจนไม่สามารถฟื้นคืนสภาพปกติภายในเวลาอันสั้น หากเป็นเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยทันที

    อย่างไรก็ตาม ยังมีอาการชาประเภทต่างๆอีกมากมายที่อาจเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหากเรารับรู้ถึงลักษณะของอาการชาประเภทต่างๆที่ผิดปกติไปจากเดิมได้ ก็จะช่วยให้เราสามารถวินิจฉัยโรคของตัวเองหรือรู้ว่าตัวเองเป็นอะไรได้ในเบื้องต้น โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเหตุร้ายก่อน เพราะบางครั้งมันอาจจะสายเกินไปเสียแล้ว

บริเวณที่ต้องระวัง

1. รู้สึกชาปลายเท้าและปลายมือเข้าหาลำตัว

    หากคุณเป็นเช่นนี้ สาเหตุของอาการมักเกิดจากปลายประสาทอักเสบหรือปลายประสาทเสื่อม ซึ่งเกิดจากขาดสารอาหารที่สำคัญบางชนิด ได้แก่ วิตามินบี 1 วิตามินบี 6 หรือ วิตามินบี 12

    นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดขึ้นเนื่องจากการเป็นโรคบางชนิดได้ด้วย เช่น โรคไต โรคมะเร็ง เป็นต้น

2. รู้สึกชามือ แต่ไม่รู้สึกชาเท้า

    การชาเฉพาะที่มืออย่างเดียวโดยไม่ชาเท้า จะสามารถแบ่งบริเวณของมือที่ชาเป็นส่วนๆได้ดังนี้ ซึ่งอาการชาแต่ละส่วนก็แสดงความผิดปกติที่แตกต่างกันออกไป

2.1 ชาปลายนิ้วมือเกือบทุกนิ้ว แต่นิ้วก้อยไม่ชาหรือชาน้อยที่สุด

    อาการชาประเภทนี้มักเป็นตอนกลางคืนหรือตอนตื่นนอน ส่วนในตอนกลางวันก็สามารถเป็นได้เช่นกัน แต่จะเป็นเฉพาะการทำท่าบางประการที่ไม่เหมาะสมหรือทำต่อเนื่องเป็นเวลานาน เช่น ชูมือสูง ขี่มอเตอร์ไซค์ คุยโทรศัพท์ หรือใช้มือทำงานบางอย่างอย่างหนัก

    สาเหตุของอาการชานี้เกิดขึ้นจากเอ็นกดทับเส้นประสาทตรงข้อมือ ซึ่งนับว่ายังไม่อันตรายมากนัก วิธีแก้ไขยังสามารถทำได้ เพียงแค่ต้องลดงานที่ใช้มือข้างนั้นๆลง เลี่ยงท่าทางที่ทำแล้วทำให้มือชา เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ หรือถ้าเป็นมากอาจจะต้องฉีดยาที่ข้อมือเพื่อบรรเทาอาการ

2.2 ชาที่บริเวณนิ้วก้อย นิ้วนาง และขอบมือด้านเดียวกัน แต่ไม่เลยเกินข้อมือ

    อาการชาประเภทนี้มักเกิดจากการที่เส้นประสาทถูกกดทับตรงข้อศอก วิธีการแก้ไขให้เลี่ยงท่าทางที่ทำให้ชาเช่นเดียวกับข้อข้างต้น

    อย่างไรก็ตาม ถ้ารู้สึกชาเลยข้อมือขึ้นมาจนถึงข้อศอก มักจะมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณกระดูกไหปลาร้า หากเป็นเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์ทันที

2.3 ชาหลังมือไม่เกินข้อมือ โดยเฉพาะบริเวณง่ามระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้

    อาการชาประเภทนี้มักเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ต้นแขน หากคุณรู้สึกเช่นนี้ควรเลี่ยงการนั่งเอาแขนพาดพนักเก้าอี้

    ส่วนถ้าใครรู้สึกชาเลยขึ้นมาถึงแขน อาจเป็นเพราะเส้นประสาทบาดเจ็บบริเวณรักแร้

2.4 ชาเป็นแถบตั้งแต่แขนลงไปถึงนิ้วมือ

หากเป็นอาการชาประเภทนี้ มักเกิดขึ้นจากกระดูกต้นคอเสื่อม และมีผลต่อการกดทับเส้นประสาท หากรู้สึกเช่นนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์จะดีกว่า

3. รู้สึกชาเท้า แต่ไม่รู้สึกชาที่มือ

    ข้อ 2 กับ 3 จะตรงกันข้ามกัน และแน่นอนว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุที่แตกต่างกัน และมีวิธีการแก้ไขที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้

3.1 ชาหลังเท้าขึ้นมาถึงหน้าแข้ง

อาการชาประเภทนี้เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณใต้เข่าด้านนอก อาจเป็นเพราะคุณนั่งไขว่ห้าง นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบนานเกินไป ก็หลีกเลี่ยงท่านั่งเหล่านี้ และห้ามใช้อะไรรองใต้ข้อพับเข่าเวลานอน

3.2 ชาฝ่าเท้า

อาการชาประเภทนี้เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับที่ตาตุ่มด้านในหรือในอุ้งเท้า ถ้าต้องการจะหายโดยเร็วควรเลิกท่าทางที่จะทำให้ขาชา และลดการยืนหรือเดินนานๆ หากเป็นไปได้ให้นั่งพักบ้าง

3.3 ชาทั้งเท้า

โดยรู้สึกชาที่ข้างใดข้างหนึ่ง และมักชาขึ้นมาถึงใต้เข่า อาการประเภทนี้เกิดจากเส้นประสาทได้รับความบาดเจ็บบริเวณสะโพก

3.4 ชาด้านนอกของต้นขา

 อาการชาประเภทนี้มีสาเหตุมาจากเส้นประสาทจะถูกกดทับที่ขาหนีบ ถ้าอยากหายควรหลีกเลี่ยงการงอพับบริเวณสะโพก

3.5 ชาเป็นแถบจากสะโพกลงไปถึงเท้า

อาการชาประเภทนี้เกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท นับว่าเป็นอาการที่รุนแรงและหากรักษาผิดวิธีอาจจะทำให้พิการได้เลย ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์โดยด่วน

อาการชาตามบริเวณต่างๆของร่างกายไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามกันไปได้ อีกทั้งรูปแบบการชาก็หลากหลาย บางคนอาจจะแยกไม่ออก หรือรักษาผิดวิธี จนทำให้อาการทรุดลงได้

  ดังนั้น หากยังไม่แน่ใจในอาการที่เป็นอยู่ว่าเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ ก็อย่าฝืนตัวเอง แต่ลองไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะดีกว่า

ที่มา: เว็บไซต์ สุขภาพน่ารู้

Please follow and like us:

  • -

5 ท่านอนสารพัดอาการปวด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ท่านอน

หลายๆ คน คงเคยได้ยินคำบ่นจากคนรอบข้างมาไม่มากก้น้อยว่า ‘เมื่อคืนนอนตกหมอนอีกแล้ว’ หรือ ‘ปวดคอจังเลย’ ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นการเกิดอันเนื่องมาจากการนอนที่ผิดวิธี ทั้งลักษณะการนอนที่ประหลาด หรือแม้แต่การวางตำแหน่งของหมอนในการนอน ซึ่งหากการนอนในท่าดังกล่าวต่อไปนี้จะส่งผลต่ออาการปวดทั้งหลายนั้น แน่นอนได้เลยว่า ควรจะต้องปรับวิธีการนอนใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดอาการที่ว่ามานี้เกิดขึ้นอีก

1. หัวทิ่มไปด้านหลัง เพราะหมอนแบนเกินไป

การนอนในหมอนที่แบนจนเกินไป อาจจะทำให้มีอาการปวดคอได้ ฉะนั้นให้ลองนอนหงายตรง จะทำให้เห็นช่องว่างระหว่างศีรษะกับคอ ซึ่งตรงนั้นจะทำให้สามารถเข้าไปรองรับได้พอดี

 2. คางติดอก เพราะหมอนสูงเกินไป

อาการนี้มีความคล้ายกับอาการแรก แต่จะเป็นลักษณะที่มีความสูงของหมอนที่มีมากเกินไป จนทำให้ต้องมีการนอนที่เหมือนท่าก้มหัวลงตลอดเวลา ฉะนั้น ควรปรับการนอนด้วยการหาหมอนที่พอดีกับศีรษะของตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดอาการปวดอีกครั้ง

3. นอนตะแคง ขาตรง

การนอนตะแคงสำหรับหลายๆ คนนั้น นับว่าเป็นท่าที่นิยมอีกท่าหนึ่ง เนื่องจากมีความสบาย แต่หากคุณนอนตะแคงแบบเหยียดขาตรงแล้ว ก็อาจจะทำให้คุณมีอาการปวดหลัง เอว หรือสะโพกได้ ดังนั้น วิธีแก้คือ การงอเข่าลงเล็กน้อย นอนก่ายหมอนข้างแบนๆ หรือจะเอาหมอนแบนๆ วางไว้ระหว่างขา ก่อนจะงอเข่าเล็กน้อย จะช่วยถ่ายน้ำหนักลงบริเวณขา จะช่วยลดอาการปวดหลัง เอว และสะโพกได้

4. นอนคว่ำ

หลายๆ คน เลือกที่จะนอนคว่ำเพื่อที่จะนอนได้ง่ายที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่เหนื่อยมากๆ แล้วพุ่งไปที่เตียงนอนเลย ซึ่งการนอนท่าดังกล่าวนี้ จะทำให้คุณมีอาการหายใจลำบาก และ ต้องเอียงคอไปในด้านใดด้านหนึ่ง แถมยังมีอาการปวดบ่าและปวดคอเป็นของแถมอีก ฉะนั้นแล้ว ควรนอนหงายหรือนอนตะแคงจะเป็นการดีที่สุด

5. นอนหงายแล้วปวดหลัง

ข้อนี้ถือว่าเป็นจุดบกพร่องของคนที่มีเนื้อก้นเยอะ เพราะว่า หากนอนหงายเมื่อไหร่ จะช่องว่างระหว่างก้นกับหลัง ตรงบริเวณเอวด้านหลังค่อนข้างมาก ซึ่งทำให้การนอนของบุคคลลักษณะดังกล่าวนั้น กลายเป็นการเมื่อยหลังไปโดยปริยาย

ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์

Please follow and like us:

  • -

เตือนหลับในรถ’อันตราย’

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หลับในรถ

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า การสตาร์ตเครื่องยนต์ทิ้งไว้แล้วเปิดแอร์นอนเป็นภัยใกล้ตัวที่หลายคนมองข้าม และด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ เพื่อความปลอดภัยขอแนะข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันการเสียชีวิตจากการนอนหลับในรถที่สตาร์ตเครื่องยนต์  ดังนี้   เนื่องจากระบบเครื่องปรับอากาศในรถยนต์จะดูดควันจากท่อไอเสียรถยนต์ที่เป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้ามาหมุนเวียน เมื่อสูดดมเข้าสู่ร่างกายปริมาณมากเป็นเวลานานจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ เซื่องซึม และมึนงง หายใจติดขัด หมดสติและไม่รู้สึกตัว หัวใจเต้นผิดปกติ เพราะฮีโมโกลบินในเลือดลดลงระบบประสาทส่วนกลางได้รับผลกระทบ หมดสติและอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

เมื่อจำเป็นต้องนอนในรถหาที่จอดรถพักบริเวณที่ปลอดภัย อาทิสถานีบริการน้ำมัน จุดพักรถริมทาง ป้อมตำรวจทางหลวง หรือบริเวณที่มีแสงไฟส่องสว่าง ไม่จอดรถบริเวณที่ไม่มีอากาศถ่ายเท อาทิ ลานจอดรถชั้นใต้ดินเพราะอากาศไม่ไหลเวียน ทำให้สูดดมควันจากท่อไอเสียเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากดับเครื่องยนต์และปิดเครื่องปรับอากาศป้องกันเครื่องปรับอากาศดูดควันจากท่อไอเสียเข้ามาหมุนเวียนในห้องโดยสารทางช่องแอร์หรือขอบยางรอยต่อกระจก เปิดพัดลมแอร์แทนเครื่องปรับอากาศจะช่วยดูดอากาศจากภายนอกให้เข้ามาหมุนเวียนในห้องโดยสาร ลดกระจกลงทั้ง 4 ด้าน หรือด้านใดด้านหนึ่งเล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ

ไม่นอนหลับในรถนานเกินไป ควรพักหลับ 30-40 นาที จะช่วยคลายความอ่อนล้า ทั้งนี้ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เบากว่าอากาศเมื่อเข้าไปสะสมในร่างกาย ทำให้ฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงลำเลียงออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ได้น้อยลง ส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติ หากได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในปริมาณมากจะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนอย่างฉับพลันจนถึงขั้นเสียชีวิตได้.

ที่มา : เดลินิวส์

Please follow and like us:

  • -

Accessibility