Category Archives: ทั้งหมด

  • -

  • -

  • -

วัคซีนป้องกัน “นิวโมค็อกคัส” ลดเสี่ยงติดเชื้อ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ฉีดวัคซีน

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน และสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้จัดแถลงข่าวโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ปีที่ 2 เนื่องในสัปดาห์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (World Immunization Week 2017) เพื่อเดินหน้ารณรงค์ให้ความรู้ พร้อมยกระดับคุณภาพเด็กไทย

นพ.มานิต ธีรตันติกานนท์ ประธานมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน และ รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนของทุกปี หรือระหว่างวันที่ 24-30 เมษายน เป็นสัปดาห์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโลก โดยในปีนี้ได้ส่งเสริมเรื่อง “Vaccines Work” โดยมีเป้าหมายหลักในการมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ และให้ความสำคัญเรื่องการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน จากที่ WHO ให้ความสำคัญกับเรื่องวัคซีน ทำให้ทุกประเทศ แม้แต่ในประเทศที่ยากจนก็ได้รับการช่วยเหลือ มีเด็กทั่วโลกที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ทั้งวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก, โรคคอตีบ, ไอกรน, บาดทะยัก, หัด, โรคหัดเยอรมัน, โรคคางทูม, โรคไวรัสตับอักเสบเอ, โรคไวรัสตับอักเสบบี, โรคโปลิโอ, โรคอุจจาระร่วง รวมทั้งโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคร้ายแรงที่เกิดแก่ร่างกาย และคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก โดยในการให้วัคซีนต่างๆ ทำให้เด็กจากทั่วโลกมีโอกาสรอดชีวิตจากการติดโรคต่างๆ ถึงปีละ 2-3 ล้านคน แต่ทั้งนี้ก็ยังพบว่ามีเด็กที่ยังเข้าไม่ถึงวัคซีนปีละประมาณ 19.4 ล้านคน ซึ่งจากการประเมินพบว่า เด็กกลุ่มนี้หากได้รับการเข้าถึงจะสามารถรอดชีวิตได้อีกประมาณ 1.5 ล้านคน

ดังนั้น ในปี 2560 มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ได้ร่วมมือกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย สานต่อโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยงต่อเนื่อง เป็นปีที่ 2 ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับเด็กไทย โดยเน้นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสำหรับเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และสมควรได้รับการป้องกันเป็นอันดับแรก นอกจากนี้มูลนิธิฯ พร้อมผลักดันให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันที่มีต่อคุณภาพชีวิตของคนไทย ซึ่งในปัจจุบันนับเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลสุขภาพ

“หลายๆ ประเทศยังขาดโอกาสในการเข้าถึงวัคซีนต่างๆ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศไม่เท่ากัน ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ขาดงบประมาณ แต่ยังขาดการตัดสินใจว่าสิ่งไหนควรให้ความสำคัญ ซึ่งทาง WHO ก็ได้ให้ความสำคัญว่าการจัดหาวัคซีนนั้นเป็นเรื่องที่คุ้มค่าและยั่งยืนในการลงทุน ดังนั้นจึงเห็นว่าประเทศไทยควรให้ความสำคัญ เพราะวัคซีนแม้ว่าจะมีราคาแพง แต่หากมีการใช้แพร่หลายขึ้น ราคาก็จะลดน้อยลง” นพ.มานิตกล่าว

รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า ขณะนี้ในเรื่องวัคซีนประเทศไทยมีความล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านมาก ด้วยหลายๆ เหตุผล ซึ่งการจัดกิจกรรมในวันสัปดาห์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโลก ได้ขอความร่วมมือกับบริษัทเอกชน เพื่อจัดหาและส่งมอบวัคซีนป้องกันโรคไอพีดีเพื่อเด็กจำนวน 5,000 โดส โดยจะครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย โดยในปีแรกได้ส่งให้แก่โรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 17 จังหวัด แต่ในปีนี้ได้มีการเพิ่มเข้ามา 2-3 จังหวัด ซึ่งการที่ส่งใน รพ.ที่มีผู้เชี่ยวชาญนั้น เพื่อให้แพทย์พิจารณาถึงเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่ห่างไกล

“โรคไอพีดีจากการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสนั้น มักเกิดขึ้นในเด็กอายุต่ำกว่า 7-8 ขวบ แต่อายุหลังจากนั้น หากมีโรคประจำตัวก็มีความเสี่ยงอยู่ โดยเชื้อจะติดอยู่ที่คอ และจะสามารถลุกลามเข้ากระแสเลือดหรือสมอง ทำให้เยื้อหุ้มสมองอักเสบถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นแม้ว่าจะยังไม่ครอบคลุมเด็กทั้งหมด ก็ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการร่วมกันป้องกันการเกิดโรคดังกล่าวในเด็ก ซึ่งก็เป็นการกันไว้ดีกว่าแก้” รศ. (พิเศษ) นพ.ทวีกล่าว

และว่า ในขณะนี้ยังไม่สามารถกระจายวัคซีนให้ครอบคลุมเด็กทั่วประเทศได้ แต่หากมีการใช้วัคซีนดังกล่าวมากขึ้น เชื่อว่าจะทำให้ต้นทุนต่ำลงเหมือนกับวัคซีนตัวอื่น เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ที่ในอดีตก็มีราคาสูงมากเช่นกัน

ที่มา : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

Please follow and like us:

  • -

แนะกิน “กล้วยน้ำว้าดิบ” ยับยั้งโรคท้องร่วง

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กล้วยน้ำว้าดิบ

อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แนะผลไม้ที่มีสรรพคุณแก้อาการท้องร่วง สมุนไพรรสฝาดมีสารแทนนิน มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ กล้วยน้ำว้า

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน พบว่าประชาชนมักจะป่วยด้วยโรคท้องร่วง สาเหตุเนื่องจากรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ถูกสุขลักษณะ มีเชื้อโรคปนเปื้อน จึงแนะนำตำรับยาแผนไทยที่ประชาชนควรมีไว้ประจำบ้าน หรือพกติดตัวไว้ใช้เมื่อเกิดอาการท้องร่วง คือ ตำรับยาที่ใช้สมุนไพรรสฝาดซึ่งสมุนไพรส่วนใหญ่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เช่น ยาธาตุเด็กและยามันทธาตุ ใช้แก้อาการท้องเสียร่วมกับอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ปวดมวนท้อง แก้บิดมูกเลือด ยาธาตุบรรจบและยาเหลืองปิดสมุทร ใช้แก้อาการท้องเสียชนิดไม่ติดเชื้อและท้องเสียชนิดไม่มีไข้ ยามหาจักร ใช้แก้อาการท้องเสียชนิดติดเชื้อ เช่น อุจจาระมีสีเขียว กลิ่นบูดเปรี้ยวเป็นฟอง

นพ.ปราโมทย์กล่าวอีกว่า สำหรับผลไม้ที่มีสรรพคุณแก้อาการท้องร่วง สมุนไพรรสฝาดมีสารแทนนิน มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ กล้วยน้ำว้า โดยเลือกใช้ผลดิบ นำมาหั่นและตากแห้ง หลังจากนั้นให้บดเป็นผงแป้ง ใช้ในปริมาณ 10 กรัมต่อครั้ง ชงดื่มแก้อาการท้องร่วง วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการท้องร่วง ส่วนใหญ่อาการจะหายได้เองโดยการรักษาอาการขาดน้ำและเกลือแร่ ด้วยการดื่มน้ำมากๆ ในระหว่างท้องร่วงให้รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด ฯลฯ และไม่ควรงดอาหาร หรือรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด

“การป้องกันจากโรคท้องร่วงนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ใช้วัตถุดิบที่สด สะอาด ปราศจากแมลงวันตอม หรือสัมผัสกับฝุ่นละออง หากต้องการเก็บอาหารที่เหลือจากรับประทาน ควรเก็บไว้ในตู้เย็น และนำมาอุ่นร้อนทุกครั้งก่อนรับประทาน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่คุ้นเคย เช่น อาหารทะเลบางชนิด ผักและผลไม้ควรล้างให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง ดื่มน้ำสะอาด ต้มสุก หากต้องดื่มน้ำนอกบ้าน ควรเลือกดื่มน้ำเปล่าที่ใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่สะอาด ฝาปิดผนึกเรียบร้อย และควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเตรียมอาหาร รับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ” นพ.ปราโมทย์กล่าว

ที่มา : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

Please follow and like us:

  • -

ข่าวสารและกิจกรรมล่าสุด

Accessibility