แสดงความยินยอมการใช้คุกกี้

เว็บไซต์ของเรามีการใช้คุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การท่องเว็บที่ดียิ่งขึ้นต่อผู้ใช้ ก่อนใช้งานเว็บไซต์ของเราต่อไป คุณตกลงและยอมรับเว็บไซต์ของเรา นโยบายการใช้คุกกี้

ความรู้สุขภาพ – Page 3 – โรงพยาบาลราชวิถี

Category Archives: ความรู้สุขภาพ

  • -

วิธีการใช้ยาพ่นสูด

1.วิธีการใช้ยาพ่นสูด AccuhalerDownload

 

2.วิธีการใช้ยาพ่นสูด TurbuhalerDownload

 

3.วิธีการใช้ยาพ่นสูด BreezhalerDownload

 

4.วิธีการใช้ยาพ่นสูด HandihalerDownload

 

5.วิธีการใช้ยาพ่นสูด RespimatDownload

Please follow and like us:

  • -

แพทย์เตือน! อาหารเป็นพิษอันตรายที่มากับอาหาร

โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์แนะประชาชนรับประทานอาหารที่ปรุงสุก สดใหม่  ปรุงอาหารหรือเก็บอาหารให้ถูกสุขอนามัย ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ เพื่ออนามัยที่ดีลดเสี่ยงปัญหาสุขภาพ

1560830427530

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า อาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส สารพิษจากพืชและสัตว์ สารเคมีที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร อาหารกระป๋อง อาหารทะเลที่ปรุงไม่สุกพอ หรืออาหารที่ค้างไว้หลายชั่วโมง โดยผู้ที่ได้รับเชื้อส่วนใหญ่จะแสดงอาการภายใน 1 – 2 วัน หรือภายในไม่กี่ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิด ประเภท ปริมาณของเชื้อโรค และสารพิษที่ได้รับ ซึ่งทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง มีอาการสูญเสียน้ำ เช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ กระหายน้ำ เป็นต้น ซึ่งอาการส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและหายได้ภายใน 1 – 2 วัน แต่หากเกิดอาการรุนแรงขึ้น เช่น ท้องเสียมาก อาเจียนมาก มีเลือดปนในอาเจียนหรืออุจจาระ แขนขาอ่อนแรง หายใจลำบาก ตามัวมองเห็นไม่ชัด ปวดท้องอย่างรุนแรงร่วมกับมีไข้สูง ควรรีบพบแพทย์ทันที ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจทำให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่จนเป็นอันตรายได้ ทั้งนี้ อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทยที่เชื้อโรคสามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงควรระมัดระวังการรับประทานอาหารอยู่เสมอเพื่อป้องกันการเกิดภาวะอาหารเป็นพิษ

288410

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการอาหารเป็นพิษผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการที่ไม่รุนแรง และดีขึ้นด้วยการดูแลตนเองที่บ้าน โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้ 1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลร่างกายไม่ให้ขาดน้ำ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ หรือจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากการอาเจียนและท้องเสีย 2. ดื่มน้ำผสมผงเกลือแร่ ที่มีเกลือและน้ำตาลกลูโคสเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อทดแทนน้ำและแร่ธาตุบางชนิดที่สูญเสียไป โดยจิบทีละน้อยตลอดวัน 3. รับประทานอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม งดอาหารเผ็ดและย่อยยาก 4. รับประทานยาแก้ท้องเสีย โดยผู้ป่วยควรรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย ทั้งนี้ เราสามารถป้องกันตนเองจากภาวะ “อาหารเป็นพิษ” ได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด เลือกร้านอาหารที่ไว้ใจได้ หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ หรืออาหารค้างคืน หากทำกับข้าวเองควรเลือกวัตถุดิบที่เป็นของสดใหม่ เก็บใส่ตู้เย็นแยกเป็นหมวดหมู่ ที่สำคัญคือการล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง เพียงเท่านี้ก็จะสามารถป้องกันตนเองจากภาวะอาหารเป็นพิษได้

untitled-1

%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a9

************************************************

#กรมการแพทย์  #รพราชวิถี  #อาหารเป็นพิษ

– ขอขอบคุณ –
27 พฤษภาคม 2563

Please follow and like us:

  • -

โรค/ภาวะที่น่าจะได้ประโยชน์จากสารสกัดกัญชา

โรคภาวะที่น่าจะได้ประ

Credit : ประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

Please follow and like us:

  • -

ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์

ประโยชน์จากกัญชาทางกา

Credit : ประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

Please follow and like us:

  • -
website

แพทย์ชี้วัณโรคหายได้หากพบและรักษาตั้งแต่เริ่มแรก

โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ เตือนหากไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ ไอมีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก น้ำหนักลด เบื่ออาหาร เสี่ยงติดเชื้อวัณโรค ควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษาเนื่องจากวัณโรคสามารถรักษาให้หายได้หากพบตั้งแต่ระยะแรก

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า วัณโรค เป็นโรคติดต่อจากคนสู่คนผ่านทางอากาศ เมื่อผู้ป่วยวัณโรค ไอ จาม จะทำให้เกิดละอองฝอยฟุ้งกระจายในอากาศ ซึ่งผู้ที่สูดหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย อนุภาคที่มีขนาดใหญ่จะติดอยู่ที่จมูกหรือลำคอซึ่งสามารถก่อโรคตำแหน่งที่สัมผัสได้ แต่อนุภาคที่มีขนาดเล็กจะเข้าไปสู่ถุงลมในปอด หากภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่แข็งแรงจะไม่สามารถควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ทำให้เกิดการติดเชื้อ วัณโรคสามารถเกิดได้ในอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ส่วนใหญ่มักเกิดที่ปอด (ร้อยละ 80) ซึ่งสามารถแพร่เชื้อได้ง่าย วัณโรคนอกปอดอาจพบได้ในอวัยวะอื่นๆ ได้แก่ ต่อมน้ำเหลือง กระดูก (มักพบที่กระดูกสันหลัง) เยื่อหุ้มปอด ระบบทางเดินปัสสาวะ ลำไส้ เยื่อหุ้มสมอง เยื่อหุ้มหัวใจ ผิวหนัง เป็นต้น สำหรับวัณโรคหลังโพรงจมูกมักเป็นเฉพาะตัวและมีโอกาสเจอได้น้อย โดยจะเกิดจากปอดก่อนแล้วขึ้นไปที่โพรงจมูก พบได้น้อยกว่าร้อยละ 1 ของวัณโรคที่พบนอกปอด ซึ่งถือเป็นกรณีที่พบได้ค่อนข้างยาก โดยทั่วไปอาการของวัณโรคหลังโพรงจมูกผู้ป่วย 1 ใน 3 อาจไม่มีอาการใดๆ , อาจจะเจอต่อมน้ำเหลืองที่คอโต หรือ มีก้อนบริเวณหลังโพรงจมูก การวินิจฉัยวัณโรคหลังโพรงจมูกจึงมักได้จากการตรวจชิ้นเนื้อที่ก้อนหรือต่อมน้ำเหลือง

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบว่ามีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ ไอแห้ง ไอมีเสมหะ ไอมีเสมหะปนเลือด เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ มีไข้ต่ำ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เหงื่อออกผิดปกติตอนกลางคืน ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา เนื่องจากวัณโรคปอดและนอกปอดเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ และทุกวัย อย่างไรก็ตามสามารถป้องกันได้โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด หากจำเป็นควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโรคที่กระจายอยู่ในอากาศ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคในเด็ก รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ หากภูมิต้านทานของร่างกายทำงานได้ดี ความเสี่ยงในการติดเชื้อวัณโรคจะลดลง ทั้งนี้ วัณโรคเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้หากพบตั้งแต่ระยะแรก ดังนั้น ควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และที่สำคัญควรรับการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงมีสุขอนามัยที่ดีอยู่เสมอ

info-%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89-%e0%b8%ab

Please follow and like us:

ข่าวสารและกิจกรรมล่าสุด

Accessibility