Category Archives: ความรู้สุขภาพ

  • -

เตือน กินหมูดิบ ระวังป่วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กินหมูดิบ

กรมควบคุมโรค เตือนภัยประชาชน กินเนื้อหมูดิบเสี่ยงโรคไข้หูดับ จากเชื้อโรคติดเชื้อสเตร็พโตค็อกคัสซูอิส ในปี 60 ป่วยแล้ว 111 เสียชีวิต 6 ราย

นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้หูดับ หรือโรคติดเชื้อสเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส ตั้งแต่ต้นปี 2560 มีรายงานผู้ป่วยแล้ว 111 ราย เสียชีวิต 6 ราย พบมากสุดใน จ.พะเยา เชียงใหม่ ชัยภูมิ และพิจิตร ตามลำดับ โดยมักจะพบผู้ป่วยจำนวนมากในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนของปี ซึ่งเป็นช่วงงานบุญและเทศกาลต่างๆ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานพบผู้ป่วยโรคไข้หูดับใน จ.พะเยา จำนวน 4 ราย ผู้ป่วยทั้งหมดมีประวัติรับประทานลาบหมูดิบในงานสู่ขวัญ ซึ่งมีผู้รับประทานทั้งหมด 21 คน และขณะนี้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแล้ว

การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์ คาดว่าจะพบผู้ป่วยโรคไข้หูดับเพิ่มขึ้น จากปัจจัยแวดล้อมและวัฒนธรรมการรับประทานอาหาร จึงขอเตือนให้ประชาชนต้องระมัดระวังโรคไข้หูดับ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เชื้อดังกล่าวเข้าสู่คนได้ 2 วิธี คือ เมื่อร่างกายคนมีแผลแล้วไปสัมผัสหมู และกินเนื้อหมูหรือเลือดสด อาการที่พบ ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยอาจสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกที่เรียกว่าไข้หูดับ ภายหลังที่หายจากอาการป่วยแล้วอาจจะมีความผิดปกติในการทรงตัว ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตเนื่องมาจากการติดเชื้อในกระแสโลหิต

แนะ 5 วิธีป้องกันมีดังนี้ค่ะ

 1.หลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อหมูดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ หมูป่วยหรือตายจากโรค

 2.หากผู้ปรุงมีแผลผิวหนังต้องปิดแผล และสวมถุงมือขณะปรุง

 3.เลือกซื้อเนื้อหมูจากตลาดหรือโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ซื้อเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาว สีคล้ำเนื้อยุบ

 4.ควรทำให้สุกด้วยอุณหภูมิตั้งแต่ 70 องศาเซลเซียสนานอย่างน้อย 10 นาที

 5.ผู้เลี้ยงหรือชำแหละหมูที่มีบาดแผล ต้องระวังการสัมผัสหมู หากมีการสัมผัสให้ล้างมือ ล้างเท้า ล้างตัวให้สะอาดหลัง

หากมีข้อสงสัยโทรสอบถามที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

ที่มา: เว็บไซต์บ้านเมือง

Please follow and like us:

  • -

คืบหน้าวิจัย “วัคซีนเอดส์”

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วัคซีนเอดส์

เริ่มคืบหน้า  วิจัยวัคซีนป้องกันเอชไอวี พบฉีดวัควีนกระตุ้นหลังฉีดเข็มแรก 15 เดือน ช่วยภูมิคุ้มกันในเลือดและสารคัดหลั่งสูงกว่าการฉีดเข็มสองช่วงเวลาอื่น

ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าว “วัคซีนเอชไอวี…หมากสำคัญในการป้องกัน” ว่า จากข้อมูลของโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) พบว่า ในปี 2558 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีสะสม 36.7 ล้านคน เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2.1 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ 1.1 ล้านคน ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย แม้จะสามารถลดอัตราการติดเชื้อรายใหม่ในปี 2559 ลงเหลือแค่ 6,304 คน แต่เป็นอัตราที่ชะลอตัวลง นอกจากนี้ ใน 1 ชั่วโมงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 คน เสียชีวิต 2 คน โดยเสียชีวิตปีละ 1.5 หมื่นคน สะท้อนว่า มาตรการที่ดำเนินการอยู่อาจต้องเพิ่มอะไรเข้าไปด้วย และต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น หากไม่ทำอะไรอนาคตเป็นปัญหาแน่ๆ อย่างการสวมถุงยางอนามัย พบว่า ลดลง สะท้อนจากการที่มีผู้ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นทั้งหนองใน ซิฟิลิส และท้องในวัยรุ่น

“จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ พบว่า เป็นกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายร้อยละ 53 คู่สามีภรรยาที่มีคนหนึ่งติดเชื้อและนำมาติดต่อสู่คู่ของตนเกือบร้อยละ 30 ส่วนกลุ่มผู้ขายบริการทางเพศ ซึ่งอดีตเป็นกลุ่มที่มีปัญหามาก พบว่า มีไม่ถึงร้อยละ 10 และอีกประมาณร้อยละ 5 เป็นผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกัน ซึ่งกลุ่มนี้มีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป 5 เท่า และยังพบว่าคนที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เป็นผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีอยู่แล้วเกือบร้อยละ 20 มากกว่าประชากรทั่วไป 20 เท่า จึงต้องมีมาตรการป้องกันการติดเชื้อรายใหม่อย่างเข้มข้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดการติดเชื้อรายใหม่ไม่เกิน 1 พันคนต่อปี ภายในปี 2579 ซึ่งมีหลายวิธีการ โดยการวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สำคัญ” นพ.สมาน กล่าว

ศ.พญ.พรรณี ปิติสุทธิธรรม หัวหน้าศูนย์วัคซีน (Vaccine Trial Center) คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ร่วมกับ สธ. และศูนย์ควบคุมโรคสหรัฐอเมริกาในการผลิตวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีมานาน จนเมื่อปี 2546 มีการวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 3 ในกลุ่มผู้ใหญ่ในชลบุรี และระยอง ทั้งที่ติดเชื้อและไม่ติดเชื้อจำนวน 1.6 หมื่นคน ผลคือสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้น ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ร้อยละ 31.2 เป็นเวลา 3 ปี ถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของโลกที่ทำให้มีความหวังว่า วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ต้องให้มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันสูงกว่านี้และยาวนานกว่านี้ จึงได้มีการต่อยอดให้สามารถป้องกันได้ทุกสายพันธุ์ โดยทำการทดลองในแอฟริกาใต้ ซึ่งมีอุบัติการณ์สูง โดยใช้วัคซีนปูพื้นแอด 26 และกระตุ้นด้วยสารสังเคราะห์เลียนแบบเปลือกโปรตีนจีพี 140 ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 จึงยังไม่ทราบผล

“ส่วนที่ต่อยอดในเมืองไทยในโครงการอาร์วี 306 เพื่อหาวัคซีนป้องกันเชื้อเอชไอวีสายพันธุ์อี ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีการระบาดมากในเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทดลองในกลุ่มตัวอย่าง 360 คน และหาความแตกต่างของการฉีดวัคซีนกระตุ้นที่หลังจาก 12 เดือน 15 เดือน และ 18 เดือน หลังเข็มแรกพบว่า การฉีดกระตุ้นห่างกัน 15 เดือน ทำให้ภูมิคุ้มกันในเลือดและสารคัดหลั่งสูงกว่าช่วงอื่นอย่างมีนัยยะสำคัญ และคาดว่า ในปี 2560 – 2561 จะเห็นความคืบหน้า” ศ.พญ.พรรณี กล่าว

ที่มา: กรมสุขภาพจิต

Please follow and like us:

  • -

“แมงกะพรุนพิษ”ภัยทะเลหน้ามรสุม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แมงกะพรุนพิษ

“กรมควบคุมโรค” เผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีผู้ได้รับบาดเจ็บสงสัยพิษแมงกะพรุน ขณะลงเล่นน้ำทะเล 3 ราย พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังแมงกะพรุนในการเล่นน้ำทะเล โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตก แนะหากพบผู้ที่สงสัยถูกแมงกะพรุน ห้ามขัดถูบริเวณที่ถูกแมงกะพรุน เพราะจะทำให้มีการยิงพิษเพิ่มขึ้น ให้ใช้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยการราดน้ำส้มสายชู

นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนมักจะพบแมงกะพรุนถูกคลื่นซัดเข้ามาชายหาดจำนวนมาก ทั้งมีพิษและไม่มีพิษ โดยแมงกะพรุนที่พบทั่วไปในทะเลไทยมีหลายชนิด แต่แมงกะพรุนที่เป็นอันตรายและมีพิษรุนแรงคือ แมงกะพรุนกล่อง ซึ่งในประเทศไทยเคยพบผู้เสียชีวิตจากแมงกะพรุนกล่องแล้ว จากข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา ในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ พ.ศ.2542-2558 มีรายงานผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเนื่องจากแมงกะพรุนพิษมากกว่า 1,000 ราย พบอาการหนักจนถึงหมดสติ 18 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 8 ราย ทุกรายเกิดจากแมงกะพรุนกล่อง

จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งเหตุการณ์พบผู้ได้รับบาดเจ็บสงสัยสัมผัสแมงกะพรุนพิษ 3 ราย ในจังหวัดกระบี่ โดยผู้ป่วย 2 ราย บาดเจ็บเล็กน้อยที่มือ ส่วนอีก1 ราย มีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณขาและแขน แน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย ปวดจุกแน่นท้อง แต่ยังรู้สึกตัวดี จากการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยทั้ง 3 คน ได้ลงเล่นน้ำทะเลขณะมีฝนตกโปรยๆ หลังเล่นน้ำพบว่ามีบาดแผลลักษณะโดนแมงกะพรุน จึงไปรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยน้ำส้มสายชูจากเจ้าหน้าที่ และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที

นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อไปว่า สำหรับแมงกะพรุนกล่อง เป็นแมงกะพรุนชนิดที่มีพิษรุนแรง จะมีลักษณะโปร่งใสรูปร่างเป็นทรงสี่เหลี่ยม มีหนวดยื่นออกมาในแต่ละมุม และหนวดอาจยาวพอกับความสูงของคน แมงกะพรุนกล่องแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ชนิดที่มีหนวดเพียงเส้นเดียวในแต่ละมุม หรือชนิดที่มีหนวดหลายเส้นในแต่ละมุม ซึ่งกลุ่มนี้มีหนวดรวมๆ แล้ว ประมาณ 12-15 เส้น และผู้เสียชีวิตในประเทศไทยทุกรายเกิดจากชนิดที่มีหนวดหลายเส้น ซึ่งกะเปาะพิษจะอยู่ที่สายหนวด หนึ่งตัวอาจมีกะเปาะพิษถึงล้านถุง ทำให้แมงกะพรุนกล่องจัดเป็นสัตว์ทะเลที่มีพิษร้ายแรงที่สุด ซึ่งพิษของแมงกะพรุนกล่องมีฤทธิ์ 3 ด้าน คือ 1.ทำให้เซลล์ผิวหนังตาย 2.มีอาการปวดรุนแรง และ 3.หากได้รับพิษในปริมาณมาก และพิษเข้าสู่กระแสเลือดและจะเข้าสู่หัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้นและระบบหายใจล้มเหลว อาจเสียชีวิตได้ภายใน 2-10 นาที

การป้องกันแมงกะพรุน ขอให้ประชาชนระมัดระวังการเล่นน้ำทะเลในขณะฝนตกหรือหลังฝนหยุดใหม่ๆ สำหรับขั้นตอนการปฐมพยาบาลผู้ที่สงสัยถูกแมงกะพรุน ดังนี้ 1.เรียกให้คนช่วยหรือเรียกรถพยาบาล (โทร 1669) แต่ห้ามทิ้งให้ผู้บาดเจ็บอยู่ตามลำพัง เพราะอาจหมดสติภายในเวลาไม่กี่นาทีข้างหน้าและต้องการการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน 2.ให้ผู้บาดเจ็บอยู่นิ่งๆ เพื่อลดการยิงพิษจากแมงกะพรุน 3.ห้ามขัดถูหรือราดน้ำจืดบริเวณที่ถูกแมงกะพรุน เพราะจะทำให้มีการยิงพิษเพิ่มขึ้น

4.ราดน้ำส้มสายชูบริเวณที่มีร่องรอยจากการสัมผัสแมงกะพรุนให้ทั่วนานอย่างน้อย 30 วินาที น้ำส้มสายชูมีฤทธิ์ในการระงับการยิงพิษจากถุงพิษที่ยังไม่ออกฤทธิ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยได้รับพิษเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดอาการปวด และ 5.ถ้าผู้ป่วยหมดสติและไม่มีชีพจร ให้ปั๊มหัวใจก่อน โดยไม่ต้องรอราดน้ำส้มสายชู หากมีข้อสงสัยประชาชนสามารถโทรสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

Please follow and like us:

  • -

แนะประชาชนเดิน-วิ่ง “ต้านความดันโลหิตสูง”

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ออกกำลังกาย เดิน

        กรมควบคุมโรค แนะประชาชนเดิน-วิ่ง “ต้านความดันโลหิตสูง” เนื่องในวันความดันโลหิตสูงโลก  17   พฤษภาคมของทุกปี

          นายธนู  บุญเลิศ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า จากที่สมาพันธ์ความดันโลหิตสูงโลก  และสมาคมโรคความดันโลหิตสูงนานาชาติ ได้กำหนดให้วันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันความดันโลหิตสูงโลก  คำขวัญในการรณรงค์วันความดันโลหิตสูงโลก คือ “Know Your Numbers หรือ ท่านทราบระดับความดันโลหิตของท่านหรือไม่” เพื่อให้รู้ค่าความดันโลหิตของตนเอง  ซึ่งสถานการณ์โรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และพบว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูงทั่วโลกจะทราบว่าตนเองมีความดันโลหิตสูงเพียงร้อยละ 50 เท่านั้น  ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก กล่าวไว้ว่า ถ้ามีภาวะความดันโลหิตสูง จะยิ่งทำให้ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นเป็นสี่เท่า และมีความเสี่ยงของกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

          สำหรับในประเทศไทยพบความชุกของโรคความดันโลหิตสูงมีจำนวนเพิ่มขึ้นในประชากรไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป โดยในปี 2557 มีความชุกของโรคประมาณร้อยละ 25 คิดเป็นจำนวนผู้ที่มีความดันโลหิตสูงประมาณ 13 ล้านคน ซึ่งมีเพียงร้อยละ 44 เท่านั้น ที่ทราบว่าตนเองเป็นโรคความดันโลหิตสูง ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้เข้าสู่ระบบการดูแลรักษา และการปล่อยให้มีความดันโลหิตสูงเป็นเวลานานหลายปีโดยไม่มีการดูแลรักษา จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคไต ซึ่งโรคเหล่านี้เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ของคนไทย

          นอกจากนี้ ยังพบว่าประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 5 โรค (โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง)ในปี 2551 สูงถึง 25,225 ล้านบาทต่อปี และเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเฉลี่ยของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 2,465 ล้านบาทต่อปี ประมาณการจำนวนผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 10 ล้านคน จะสูญเสียค่ารักษาทั้งสิ้น 79,263 ล้านบาทต่อปี ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของประชากร ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรผลต่อความยากจนทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และสังคม

          โรคความดันโลหิตสูง มักจะไม่มีสัญญาณเตือนหรือมีอาการแสดงให้เห็น ที่ไม่แสดงอาการชัดเจนในตอนแรกหากมีความรุนแรงมากขึ้น จะแสดงอาการปวดศีรษะ ง่วงนอน ใจสั่น ตาพร่ามัว อ่อนเพลีย วิงเวียนสับสน หายใจลำบาก หัวใจเต้นผิดปกติ เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ในร่างกายที่จะนำไปสู่ความเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจโรคหลอดเลือดสมอง โรคไต โรคตา ซึ่งอาจนำไปสู่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้  ดังนั้น การสนับสนุนให้ประชาชนเห็นความสำคัญใส่ใจในการดูแลสุขภาพของตนเองและรู้ค่าตัวเลขระดับความดันโลหิตสูงของตนเอง จะทำให้เกิดความตระหนักในการป้องกันควบคุมและลดความรุนแรงของโรคความดันโลหิตสูงลงได้ ซึ่งค่าความดันโลหิตปกติจะต้องน้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท

          ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค ขอแนะนำวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง นั่นคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ดังนี้  1.การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน มัน เค็มจัด  2.ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 150 นาทีต่อสัปดาห์  3.งดการสูบบุหรี่และงดดื่มสุรา  4.ควรรับการตรวจวัดค่าระดับความดันโลหิตเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง  และ 5.การทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ  ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

ที่มา : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

Please follow and like us:

  • -

เทคโนโลยีช่วยวินิจฉัย“วัณโรค”ดื้อยา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เทคโนโลยีช่วยวินิจฉัย

สธ.ร่วมญี่ปุ่นนำเทคโนโลยีพันธุศาสตร์การแพทย์ ช่วยวินิจฉัย “วัณโรค” เร็วขึ้น รู้ผลวัณโรคดื้อยาใน 2 วันจากเดิม 5 สัปดาห์ เผยญี่ปุ่นประกาศวัณโรคเป็นโรคติดต่อตามกฎหมาย ช่วยลดอุบัติการณ์เกิดโรคได้มากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า แต่ละปีประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 120,000 ราย เสียชีวิตประมาณ 10,000 ราย และมีผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาอย่างน้อย 2,200 ราย สธ.ได้กำหนดให้การยุติวัณโรคเป็นเป้าหมายสำคัญในยุทธศาสตร์ชาติด้านสาธารณสุข ตั้งเป้าหมายลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้ได้ปีละ 9,000 ราย โดยเน้นการนำเทคโนโลยีและยาใหม่มาใช้ในการวินิจฉัยและรักษาวัณโรค ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นหน่วยงานหลักในการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมในการป้องกันและรักษาวัณโรค

โดยมีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโตเกียวและ Riken Center for integrative Medical Sciences ในการวิจัยด้านวัณโรคภายใต้โครงการ SATREPS “Integrative human and pathogen genomic information for tuberculosis control” เพื่อนำเทคโนโลยีทางพันธุศาสตร์การแพทย์ มาใช้ตรวจหาลักษณะทางพันธุกรรมของคนและเชื้อวัณโรค ทำให้การวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วขึ้น รู้ผลเชื้อวัณโรคดื้อยาได้ภายใน 2 วันจากเดิม 5 สัปดาห์ตามแบบมาตรฐานที่ได้ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน สามารถเลือกใช้ยาและปรับขนาดยาต้านวัณโรคให้เหมาะสม ส่งผลให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้น และลดการเกิดผลข้างเคียงจากยาต้านวัณโรค

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่าจากการเข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวและศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ริเคน ตลอดจนได้ศึกษาดูงานการผลิต การควบคุมคุณภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์วัคซีนบีซีจีสำหรับป้องกันการติดเชื้อวัณโรคในเด็ก ณ Japan BCG Laboratory ช่วยให้ลดอุบัติการณ์การเกิดผลข้างเคียงภายหลังการได้รับวัคซีน และศึกษาดูงานการควบคุมวัณโรค ณ Research Institute of Tuberculosis และ Fukujuji Hospital และแลกเปลี่ยนความรู้และแนวทางการควบคุมการระบาดของวัณโรค

โดยเน้นการถ่ายภาพรังสีทรวงอก เพื่อค้นหาผู้ป่วยวัณโรคและผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป้าหมาย เช่น ผู้ต้องขัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเรื้อรัง นอกจากนี้ยังดูระบบหอดูแลผู้ป่วยติดเชื้อวัณโรคดื้อยาหลายขนาน ตลอดจนระบบบันทึกข้อมูลการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวัณโรค เก็บเป็นข้อมูลสำหรับการสอบสวนโรคต่อไป

“ประเทศญี่ปุ่นมาตรการสำคัญในการควบคุมวัณโรคคือ การกำหนดให้วัณโรคเป็นโรคติดต่อตามกฎหมาย ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจนกว่าตรวจไม่พบเชื้อวัณโรคในเสมหะ โดยใช้ระยะเวลาเฉลี่ย 2-3 เดือน ดังนั้นการมีระบบการรักษาที่ใช้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางการควบคุมวัณโรคที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาเทคโนโลยีมารองรับการตรววินิจฉัยและรักษาร่วมกับการบังคับมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด เป็นปัจจัยหลักทำให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวในโลก

ที่ลดอุบัติการณ์วัณโรคอย่างรวดเร็วมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งการศึกษาและสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโตเกียวและศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ริเคนในครั้งนี้ เป็นแนวทางสำคัญของประเทศไทยที่จะเอาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ มาใช้ในการพัฒนาการควบคุมวัณโรค ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถยุติปัญหาวัณโรคและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ในภาคพื้นอาเซียน” นพ.สุขุม กล่าว

ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์

Please follow and like us:

ข่าวสารและกิจกรรมล่าสุด

Accessibility