Category Archives: ความรู้สุขภาพ

  • -

เตือน สังเกตอาการโรคฉี่หนู

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อาการโรคฉี่หนู

โรคฉี่หนูเป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ดังนั้นควรสังเกตอาการของตัวเองเพื่อรักษาได้ทันท่วงที

นายแพทย์สุนทร ยนต์ตระกูล ผอ.รพ.กาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน สัตว์ที่เป็นตัวแพร่โรคที่สำคัญได้แก่วัว ควาย หมู สุนัข แพะ แกะ โดยเชื้อจากกระแสเลือด จะไปอยู่ในตับ หัวใจ ไต ของสัตว์ เมื่อสัตว์ฉี่ เชื้อโรคจะปะปนออกมา อยู่ในบริเวณที่ชื้นแฉะ แหล่งน้ำ หนอง บึง ที่มีวัชพืชปกคลุม และมีหนูอยู่ชุกชุม หรือมีควายลงไปแช่ จะพบเชื้อได้มาก อาจปนเปื้อนในอาหารพืช ผัก ซึ่งเชื้อโรคจะมีชีวิตอยู่ได้นานนับเดือน สำหรับอาการของคนที่ได้รับเชื้อจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ และปวดเจ็บกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โคนขาและน่อง หรืออาจมีเลือดออกใต้เยื่อบุตา (ตาแดง) เลือดออกเป็นจุดตามเพดานปาก หรือผิวหนัง ไอมีเลือดปน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย สับสน ซึม รายที่มีอาการหนักจะเสียชีวิต ดังนั้นหากมีอาการดังกล่าว หรือมีประวัติการสัมผัสแหล่งทำให้เกิดโรค ควรรีบปรึกษาแพทย์

ที่มา:เดลินิวส์

Please follow and like us:

  • -

แปรงสีฟันเด็กเกือบ70%ไม่ผ่านมาตรฐาน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แปรงฟันเด็ก

        ผลสำรวจพบว่าแปรงสีฟันเด็กกลุ่มที่ไม่ระบุอายุบนฉลาก เกินครึ่งหรือร้อยละ 67 ไม่ผ่านมาตรฐานกรมอนามัย

          นพ.ณัฐพร วงษ์ศุทธิภากร รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า กรมได้เฝ้าระวังคุณภาพแปรงสีฟันที่จำหน่ายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยระดมความเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งทันตแพทย์และผู้ประกอบการผลิต นำเข้า จัดจำหน่ายแปรงสีฟันในประเทศกว่า 10 บริษัท เพื่อหาแนวทางพัฒนาคุณภาพแปรงสีฟันเด็กเล็ก และกระจายแปรงสีฟันเด็กเล็กคุณภาพให้ผู้ปกครองเด็กในชุมชนเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ทั้งนี้ จะสนับสนุนให้ผู้ผลิตและจำหน่ายแปรงสีฟันสำหรับเด็กเล็กที่ได้มาตรฐานกรมอนามัย และจะร่วมมือกับผู้ประกอบการกระจายแปรงสีฟันเด็กเล็กคุณภาพดีราคาเหมาะสมให้ผู้ปกครองเข้าถึงได้ในทุกพื้นที่

          ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผอ.สำนักทันตสาธารณสุข กล่าวว่าผลสำรวจแปรงสีฟันสำหรับเด็กครั้งล่าสุด ปี 59 พบร้อยละ 72 มีคุณภาพตามมาตรฐานกรมอนามัย พบร้อยละ 17 ไม่ระบุอายุเด็กไว้บนฉลากซึ่งไม่ถูกต้องตามประกาศควบคุมฉลากสินค้าแปรงสีฟันของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พบว่าแปรงสีฟันเด็กกลุ่มที่ไม่ระบุอายุบนฉลาก เกินครึ่งหรือร้อยละ 67 ไม่ผ่านมาตรฐานกรมอนามัย ทั้งยังพบว่าแปรงสีฟันสำหรับเด็กเล็กเป็นสินค้าที่มีวางจำหน่ายน้อย และมีราคาค่อนข้างสูง

ที่มา : หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

Please follow and like us:

  • -

ป้องกันภาวะ ‘สมองเสื่อม’

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สมองเสื่อม

สมองเสื่อม ภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ อีกทั้งเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาวะของผู้สูงอายุและบุคคลรอบข้างโดยเฉพาะผู้ดูแล ทั้งนี้อาการสำคัญของภาวะสมองเสื่อมได้แก่ การเสื่อมลงของความทรงจำซึ่ง ส่งผลกระทบต่อความสามารถการปฏิบัติหน้าที่ การดำเนินชีวิต

รศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช ให้ความรู้ถึงอาการเริ่มต้น สัญญาณเตือนสมองเสื่อม พร้อมแนะนำการป้องกันว่า ทุกปีในวันที่ 21 กันยายนเป็นวันอัลไซเมอร์โลก ปีนี้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสหสาขาวิชาชีพร่วมกันเผยแพร่ความรู้จัดกิจกรรมในหัวข้อ “สังคมเป็นมิตร…เพิ่มคุณภาพชีวิตในวัยหลงลืม” สร้างความตระหนักถึงภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ ลดปัญหาผลกระทบจากการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมต่อผู้ดูแล

ภาวะสมองเสื่อม เป็นอาการการถดถอยในการทำงานของสมอง ซึ่งจะมีอาการสูญเสียความสามารถทางสมองไป อย่างเช่น เกี่ยวกับการคิดอ่าน ความจำ โดยจะเด่นในเรื่องความจำระยะสั้นที่จะเสียไป อย่างเช่น จำเรื่องในอดีตเมื่อสี่สิบห้าสิบปีได้ดี แต่สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า  เมื่อวานกลับลืม นอกจากนี้ยังมีปัญหาในด้านภาษา อย่างเช่น นึกชื่อที่คุ้นเคยหรือสิ่งของไม่ออก บางคนอาจนึกคำพูดที่จะใช้ไม่ถูก หรือฟังแล้วเข้าใจยากขึ้น  ในด้านทิศทาง บางคนเริ่มสับสนทิศทาง สถานที่  รวมถึง การคิด ตัดสินใจไม่ดีเหมือนเก่า ฯลฯ ซึ่งโดยรวมเป็นการสูญเสียความสามารถทางสมอง และมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่สามารถจะทำงาน หรือกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิม

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงใน พฤติกรรมและอารมณ์ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพ เช่น หงุดหงิดง่าย เห็นภาพหลอน หวาดระแวง บางรายซึมเศร้า ฯลฯ คุณหมอวีรศักดิ์ให้ความรู้เพิ่มอีกว่า ภาวะสมองเสื่อมสาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ เป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมที่พบเป็นลำดับต้น ๆ ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งนี้ภาวะสมองเสื่อมบางรายอาจเกิดจาก โรคหลอดเลือดสมอง การไหลเวียนเลือดไม่ดีซึ่งก็ทำให้มีอาการหลงลืมได้ หรือบางรายป่วยพาร์กินสันมายาวนานก็อาจหลงลืม รวมไปถึงมี สาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้มีภาวะสมองเสื่อมได้นอกจากโรคอัลไซเมอร์!

“สมองเสื่อมแม้จะพบในผู้สูงอายุ  แต่หากเป็นภาวะสมองเสื่อมบางอย่าง เช่น จากโรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดตีบ ฯลฯ ก็อาจพบในวัยทำงาน หรือก่อนสูงอายุ หรือบางกรณีเกิดจากอุบัติเหตุที่สมองและสมองเสื่อมตามมา กรณีเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงอายุใดก็ได้ การสังเกตความเปลี่ยนแปลง ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสามารถในการคิดอ่าน ความจำ ยิ่งเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นมีความจำถดถอยลง โดยผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ คนที่อยู่ในบ้าน ญาติ ฯลฯ ล้วนมีส่วนสำคัญในการสังเกตอาการ”

ส่วนการชะลอไม่ให้ก้าวไปสู่ภาวะดังกล่าวเร็วขึ้น คุณหมอให้ ความรู้เพิ่มอีกว่า การชะลอเริ่มได้นับแต่การป้องกัน ซึ่งก็ประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์  และการป้องกันก็ไม่ใช่เริ่มขึ้นในช่วงสูงอายุ ต้องเริ่มนับแต่แรก เริ่มในวัยเด็กทั้งในด้านโภชนาการ และการกระตุ้น พัฒนาการ เมื่อเริ่มเป็นผู้ใหญ่ก็ต้อง ไม่ละเลยในเรื่องการใช้ชีวิต ดูแลสุขภาพทั้งการควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่เป็นไขมันอิ่มตัว อีกทั้งการออกกำลังกายก็ต้องให้ความสำคัญ ทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดสมองเสื่อมได้ค่อนข้างดี รวมถึงระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุที่อาจมีผลทำให้สมองเสื่อมตามมา ฯลฯ

นอกจากนี้ การทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการคิดอ่าน กิจกรรมที่ทำแล้วได้ออกกำลังกายไปด้วย รวมไปถึง ได้ทำร่วมกับผู้อื่น ซึ่งทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์  เป็นกิจกรรมที่ชื่นชอบและทำได้บ่อย ก็จะช่วยชะลอภาวะความเสื่อมของสมองได้ แต่อย่างไรก็ตามอยากเน้นย้ำในเรื่องสุขภาพ ปัจจัยด้านหลอดเลือด ควรตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจภาวะไขมัน เบาหวาน ความดันโลหิต ฯลฯ ซึ่งต้องดูแลให้ความสำคัญควบคู่กัน ทั้งนี้ล้วนแต่มีผลต่อภาวะสมองเสื่อม

อีกทั้งผู้สูงอายุต้องระมัดระวังในเรื่องการหกล้ม ทั้งนี้ภาพรวมควรต้องดูแลสุขภาพให้แข็งแรงไว้นับแต่เนิ่น ๆ และด้วยภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะผู้ป่วย แต่ยังส่งผลกระทบถึงคนในครอบครัว โดยเฉพาะทางด้านพฤติกรรม อารมณ์  ดังนั้นหากพบความผิดปกติเกิดขึ้นอย่านิ่งนอนใจ ควรพบแพทย์เพื่อเข้าถึงการรักษา

คุณหมอวีรศักดิ์ ทิ้งท้ายอีกว่า สมองเสื่อมเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ วันอัลไซเมอร์โลกปีนี้ซึ่งเราเน้นย้ำ เรื่องสังคมเพิ่มขึ้นนั้น ทั้งนี้มองว่าสังคมรอบข้างจะช่วย เกื้อหนุนให้ผู้ที่ป่วยอยู่ในสังคมอย่างมีคุณภาพ โดยหากบุคคลทั่วไปมีความเข้าใจ นอกจากช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอันตรายในชีวิตประจำวันลงแล้ว  ยังช่วยให้ผู้ป่วยรับรู้ในสิ่งต่างๆ ง่ายขึ้น อย่างเช่น การเข้าห้องน้ำมีป้าย มีรูปสัญลักษณ์ หรือแม้แต่ในบ้านมีสัญลักษณ์ อย่างลิ้นชักเก็บของอาจใช้สัญลักษณ์ สีต่างๆ ช่วยการรับรู้ จดจำ มีอุปกรณ์ที่ใช้งานสะดวก ปลอดภัย ฯลฯ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เพิ่มคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

Please follow and like us:

  • -

‘โรคเด็กเตี้ย’ ภาวะซ่อนเร้นที่ต้องเฝ้าระวัง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โรคเด็กเตี้ย

ความสูงนับเป็นค่านิยมในสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่ให้ค่าความสวยความหล่อจากส่วนสูงและน้ำหนัก จนหลงลืมไปว่า “ความเตี้ย” ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนักโดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีลูกก่อนวัยหนุ่มสาว เพราะส่วนสูงของพวกเขาอาจเป็นสัญญาณของ “โรคเด็กเตี้ยผิดปกติ”

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่เป็นกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อเด็ก (pediatric endocrinologist) กล่าวว่า เด็กเตี้ยเป็นภาวะหรืออาการแสดงที่ทำให้เห็นว่าเด็กคนนั้นตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน สาเหตุที่ทำให้เด็กตัวเตี้ยมีหลายประการทั้งจากพันธุกรรมและจากโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ หนึ่งในนั้นคือ ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต (Growth Hormone)

ฮอร์โมนเจริญเติบโต เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อมใต้สมอง หากต่อมใต้สมองไม่ผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตก็จะทำให้ระดับการเจริญเติบโตของเด็กต่ำกว่าที่ควรจะเป็น สาเหตุที่ทำให้ต่อมนี้ทำงานผิดปกติอาจเป็นพันธุกรรมบางอย่าง หรือมีก้อนเนื้อไปกดทับ จึงทำให้ต่อมใต้สมองไม่สามารถทำงานได้

“ผู้ปกครองอาจจะสังเกตด้วยการเทียบความสูงของลูกกับเพื่อนในชั้นเดียวกันว่าตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ หรือไม่ หรือสังเกตได้จากอาการบางอย่าง เช่น ถ้ามีอาการที่สัมพันธ์กับก้อนที่ไปกดต่อมใต้สมองก็จะมีอาการของภาวะมีก้อนในเนื้อสมอง เช่น ปวดหัว อาเจียน หรือบางคนถ้าเป็นตั้งแต่กำเนิดก็จะมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น มีอาการสายตาผิดปกติร่วมด้วย”

อย่างไรก็ตาม ความเตี้ยมักเกี่ยวข้องกับ 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ หนึ่ง ภาวะเตี้ยที่ตรวจพบพยาธิสภาพ บางรายอาจมีเพียงสาเหตุเดียว แต่บางรายอาจมีหลายสาเหตุรวมกัน เนื่องจากการเจริญเติบโตของร่างกายเป็นผลรวมของปัจจัยต่างๆ (Integrated Effects) ได้แก่ พันธุกรรม อาหาร ฮอร์โมนเจริญเติบโต สุขภาพกาย สุขภาพใจ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้นความผิดปกติหรือความไม่สมดุลของปัจจัยดังกล่าวจะทำให้การเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ตามศักยภาพของพันธุกรรม

สอง ภาวะเตี้ยที่ไม่ทราบสาเหตุหรือเตี้ยตามพันธุกรรม จะพบได้บ่อย 2 ชนิด คือ ภาวะเป็นหนุ่มสาวช้าโดยที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนสำคัญในการกำหนดจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาว และมักจะมีประวัติครอบครัวว่าบิดาหรือมารดาเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ หรือมารดามีประจำเดือนครั้งแรกช้า (อายุ 14-18 ปี) หรือบิดาเมื่อเป็นเด็กมักตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ เริ่มโตเร็วเมื่อเรียนชั้นมัธยมปลาย และมีความสูงสุดท้ายปกติ

รวมถึงภาวะเตี้ยตามพันธุกรรม คือ มีพ่อหรือแม่เตี้ย หรือหากเตี้ยทั้งพ่อและแม่ รวมทั้งปู่ย่าตายาย ก็จะชัดเจนมากขึ้นว่าเตี้ยจากพันธุกรรม แต่ทั้งนี้ผู้ปกครองควรสังเกตการเติบโตอย่างใกล้ชิด โดยดูจากสมุดสุขภาพประจำปีของเด็ก

นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวต่อว่า เด็กที่มีภาวะขาดฮอร์โมนเติบโตจะสังเกตเห็นได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค แต่โดยส่วนใหญ่ผู้ปกครองที่พาลูกมาพบแพทย์จะอยู่ในช่วงวัยประถมศึกษา รวมถึงความสูงของเด็กที่มีภาวะดังกล่าวก็จะไม่เท่ากัน เช่น บางรายอายุ 8 ขวบ มีความสูงเพียง 75 ซม. จะนับว่าเป็นกลุ่มที่มีอาการรุนแรงค่อนข้างมาก ซึ่งความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตที่ต่อมใต้สมองผลิตออกมา หากผลิตไม่ได้เลย หรือไม่มีฮอร์โมนเจริญเติบโตเลย ก็จะทำให้เด็กตัวเล็กแบบสังเกตเห็นได้ชัด

“เด็กที่มีภาวะขาดฮอร์โมนเติบโตจะเตี้ย แต่จะไม่เตี้ยเหมือนเด็กขาดอาหาร เพราะเด็กที่กินไม่ดีมักจะผอมแห้งตัวเตี้ย แต่เด็กกลุ่มนี้จะตัวเตี้ยแล้วดูจ้ำม่ำ เพราะพวกเขาได้รับอาหารที่ดีแต่ไม่ยอมโต” นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับเกณฑ์ความสูงของเด็กนั้น ให้ดูได้จากการเปรียบเทียบกับกราฟมาตรฐานของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวคือผู้ปกครองควรสังเกตการเติบโตอย่างใกล้ชิด หากพบว่าบุตรหลานมีการเจริญเติบโตเบี่ยงเบนไปจากเส้นกราฟการเจริญเติบโตที่ปกติ ควรพาบุตรหลานไปรับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์ก่อน เมื่อพาเด็กที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคเด็กเตี้ยผิดปกติไปพบกุมารแพทย์ จะมีการประเมินและตรวจร่างกายเบื้องต้น หากพบความผิดปกติหรือสงสัยจะส่งต่อไปให้กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ เพื่อตรวจหาสาเหตุความผิดปกติต่อไป และให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ

ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตจะมีการวินิจฉัยผ่านกระบวนการทดสอบทางฮอร์โมนโดยการกระตุ้นฮอร์โมนเจริญเติบโต เมื่อตรวจพบความผิดปกติของระดับฮอร์โมนดังกล่าว กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อจะพิจารณาการรักษา โดยให้ฉีดฮอร์โมนการเจริญเติบโตต่อไปซึ่งจะเป็นฮอร์โมนชนิดฉีด เท่านั้น เพราะในปัจจุบันยังไม่มีฮอร์โมนเจริญเติบโต ชนิดกิน ชนิดพ่น หรือแบบอื่นๆ ตามที่ได้มีการโฆษณา ชวนเชื่อ นอกจากนี้ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเด็กเฉพาะทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลทางด้านจิตใจ และระบบร่างกายอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อเล็ก และมีไขมันสะสมมาก เป็นต้น

ด้าน นพ.สุทธิพงศ์ อธิบายถึงการวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า เนื่องจากฮอร์โมนเจริญเติบโตหลั่งขึ้นๆ ลงๆ เป็นรูปคลื่น (Pulsatile Secretion) ตลอดทั้งวัน ดังนั้นการวินิจฉัยโรคจึงต้องให้ยาไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้หลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโตออกมา หากกระตุ้นแล้วระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ออกมาเท่าที่ควรจะเป็นก็จะแสดงให้เห็นว่า ความสามารถของต่อมใต้สมองในการผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตนั้นทำได้ไม่ดี

ถ้าวินิจฉัยแล้วพบว่ามีก้อนเนื้อหรือซีสต์ไปกดต่อมใต้สมองไว้ แพทย์ต้องผ่าตัดนำก้อนพวกนี้ออก แต่ถ้าไม่มีอะไรไปกดทับ แต่เป็นเพราะการทำงานผิดปกติของต่อมใต้สมอง แพทย์จะให้ยาฮอร์โมนเจริญเติบโตสังเคราะห์ไปทดแทน เสมือนกับถ้าน้ำในโอ่งเริ่มพร่อง เราก็จะเติมให้เต็ม โดยทั่วไปในเด็กเราจะมุ่งเน้นเรื่องการเจริญเติบโตเป็นหลัก เพราะฉะนั้นในเด็กที่ขาด แพทย์จะให้ยาจนกระทั่งเด็กได้ความสูงสุดท้าย คือ สูงดีเท่ากับเด็กปกติและจะหยุดการรักษา ส่วนในวัยผู้ใหญ่จะต้องรักษาต่อไหม แต่ละรายจะต้องมารีเทสต์ฮอร์โมนกันอีกครั้งหนึ่ง เพราะแม้ว่าวัยผู้ใหญ่จะไม่สูงขึ้นแล้ว แต่การขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตอาจมีผลทางด้านอื่น เช่น ทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายผิดปกติ ไขมันในเลือดสูง ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกไม่แข็งแรง เป็นต้น”

จากการสัมภาษณ์คุณแม่ท่านหนึ่งที่มีบุตรชายเป็นภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต เธอเล่าว่า ได้สังเกตเห็นลูกชายสูงช้าลงในช่วงวัย 4-6 ขวบ คือ มีความสูงเพิ่มขึ้นปีละไม่ถึง 1 ซม. จากปกติต้องเพิ่มขึ้นปีละ 3-5 ซม. จึงพาลูกไปพบกุมารแพทย์และทำให้ทราบว่า ลูกชายคนโตประสบกับภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต

“เราสังเกตได้จากความสูงของลูกที่เพิ่มขึ้นน้อยมาก รวมถึงเสื้อผ้าของลูกที่ใส่ไซส์เดิม ใส่กางเกงเบอร์เดิม และลูกสาวคนเล็กเริ่มมีความสูงเท่ากับพี่ชาย ในตอนแรกเราไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร เพราะเขายังกินได้เหมือนเดิม นอนได้ดีเหมือนเดิม แค่ตัวไม่โตขึ้นเท่านั้น และไม่เคยรู้จักภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตมาก่อน เลยตัดสินใจพาไปหาคุณหมอและรักษาด้วยการฉีดฮอร์โมน ลูกเริ่มฉีดยาครั้งแรกตอนอายุ 9 ขวบ จนตอนนี้อายุ 13 ปี เขาสูงขึ้นเกือบ 10 ซม. ซึ่งสูงไม่ต่างจากเพื่อนร่วมชั้น ทำให้คนเป็นแม่สบายใจขึ้น แต่ก็ยังต้องรักษาต่อเนื่อง คือ ไปพบคุณหมอทุกๆ 3 เดือน และฉีดฮอร์โมนทุกคืนก่อนนอน รวมถึงการดูแลเรื่องเวลานอนว่าต้องนอนหลับก่อนสี่ทุ่ม สนับสนุนให้ลูกเล่นกีฬา และดูแลเรื่องอาหารให้เขา รับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ได้ เดือนละ 1 กก. ก็จะเป็นตัวเสริมให้ลูกสูงขึ้นได้”

คุณแม่ท่านนี้ยังได้ฝากถึงผู้ปกครองทุกคนว่า พ่อแม่ควรสังเกตลูกในช่วงวัยเจริญเติบโตว่ามีความผิดปกติเรื่องความสูงหรือไม่ และควรพาลูกไปพบแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อตรวจร่างกาย หากมีความผิดปกติก็จะสามารถรักษาให้หายได้โดยไม่สายเกินไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับความสูงมากขึ้น จึงมีโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการเพิ่มความสูงในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการยืดกระดูก การรับประทานอาหารเสริมสำเร็จรูป หรือการฝังเข็มเพิ่มความสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริงโดยไม่ได้ผล ดังนั้นการให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรให้ความร่วมมือ

“อาหารเสริมเพิ่มความสูงที่โฆษณาตามสื่อออนไลน์ หากดูส่วนประกอบแล้วจะเป็นพวกโปรตีน นม อาจจะมีแคลเซียมปะปน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเรื่องการเจริญเติบโตของกระดูกอยู่แล้ว แต่ถามว่ากินอาหารเสริมพวกนี้แล้วจะสูงหรือไม่ ยังไม่มีทางการแพทย์พิสูจน์” นพ.สุทธิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เด็กจะสูงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หลักๆ คือ พันธุกรรม ซึ่งมีผลต่อความสูงค่อนข้างมาก สอง หากพันธุกรรมดีแต่กินอาหารได้ไม่สมบูรณ์ก็จะส่งผลให้เด็กโตช้า สาม สภาพแวดล้อมที่จะส่งเสริมให้เด็กโตได้ดี ได้แก่ การนอนหลับพักผ่อนที่ดีพอ และการออกกำลังกายที่ดีพอ จะไปกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโตซึ่งจะส่งผลให้เด็กโตได้ดี เพราะฉะนั้นถ้าพันธุกรรมดี กินดี พักผ่อนดี ออกกำลังกายดี และฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ผิดปกติ ก็จะทำให้เด็กสูงดีตามไป

รวมทั้งยังเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ ที่ต้องสังเกตบุตรหลานและลูกศิษย์ถึงความผิดปกติทางร่างกาย เพราะเรื่องความเตี้ยที่อาจดูเป็นเรื่องทั่วไป โดยเฉพาะกับเด็กไทยอาจมีภาวะซ่อนเร้นที่ต้องรักษาอย่างทันท่วงที

ที่มา : โพสต์ ทูเดย์ 

Please follow and like us:

  • -

กินอาหารให้เป็น ‘ยา’

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กินอาหาร

ย้อนไป 2500 ปีที่แล้วโดย ฮิปโปเครติส บิดาทางการแพทย์ของชาวกรีกล่าวไว้ว่า “จงใช้อาหารเป็นยารักษาโรค” และเมื่อนึกถึงโรคยอดฮิตของคนไทยปัจจุบันก็คงหนีไม่พ้นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะโรคไขมันในเลือด ที่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร หากเราเลือกกินอาหารที่ถูกกับโรคจะช่วยควบคุมระดับไขมันในร่างกายได้ ไม่ใช่กินเพื่อให้หายหิว แต่เป็นการกินอย่างคำนึงถึงคุณค่าที่จะได้รับด้วย

กินอาหารให้เป็น ‘ยา’ thaihealth

พี่นัน – นันทวัน หาญดี แกนนำเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.ฉะเชิงเทรา บอกว่า ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีพืชพันธุ์หลากหลาย มีความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหาร บรรพบุรุษของเราก็ใช้ประโยชน์จากพืชที่อยู่ในท้องถิ่นในการทำอาหาร และทำเป็นยารักษาโรคมานาน กลายเป็นองค์ความรู้ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งผักพื้นบ้านส่วนใหญ่เป็นผักที่ขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ หรือหากจะปลูกก็ปลูกได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี

ว่าแต่คุณรู้จักผักพื้นบ้านกี่ชนิด? คำถามที่ชวนให้ครุ่นคิด…แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่จะนึกถึง กระเพรา เป็นอันดับแรก เพราะเป็นผักคู่เมนูยอดฮิตที่ดังไปทั่วโลก แต่ทว่าผักพื้นบ้านไม่ได้มีแค่นี้ และประโยชน์ของมันยังมีมากจนคาดไม่ถึง ที่สำคัญว่ากันว่าผักพื้นบ้านนี่แหละคือ ยาที่ดีต่อสุขภาพ

8 ผักพื้นบ้านมีดีที่เป็นยา

1.ก้านตง

สรรพคุณ แก้พิษร้อนถอนพิษไข้

ส่วนที่นำมาใช้ ราก ใบอ่อน ยอดอ่อน

การปรุงอาหาร ใบอ่อน และยอดอ่อน นำมาต้มให้สุกรับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริกหรือแกงแคร่วมกับผักอื่นๆ

2. ข่า

สรรพคุณ เหง้าแก่ รสร้อน เผ็ดปร่า ขับลม แก้ฟกช้ำ บวม  แก้พิษ ขับลมในลำไส้ รักษา กลากเกลื้อน

ส่วนที่นำมาใช้ เหง้าแก่ อ่อน ต้นอ่อน ดอกตูม

การปรุงอาหาร เหง้าใช้ปรุงพริกแกง ใส่ในต้มยำ ต้นและดอกกินสดได้ หรือลวกกินกับน้ำพริก

3.แค

สรรพคุณ ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ไข้หัวลม

ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบ ฝักอ่อน ดอก

กินอาหารให้เป็น ‘ยา’ thaihealth

การปรุงอาหาร ลวกจิ้มน้ำพริก หรือแกงส้ม

4.มะเขือพวง

สรรพคุณ ผลช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ

ส่วนที่นำมาใช้ ผลอ่อน

การปรุงอาหาร กินสดหรือต้มจิ้มน้ำพริก หรือนำไปแกง

5.ผักปลัง

สรรพคุณ ก้านช่วยแก้พิษฝี แก้ท้องผูก และลดไข้ ส่วนใบช่วยขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการผื่นคัน

ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบ ดอกอ่อน

การปรุงอาหาร ลวกจิ้มน้ำพริก แกงส้ม แกงแค

6.ตำลึง

สรรพคุณ ใบมีรสเย็น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้แสบคัน แก้เจ็บตา ตาแดง ส่วนต้นช่วยแก้โรคผิวหนัง และลดน้ำตาลในเลือด

ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบ ผลอ่อน

การปรุงอาหาร ลวกจิ้มน้ำพริก ผัด แกง ผลอ่อนนำไปดอง

7.มะระขี้นก

สรรพคุณ มีความเชื่อผิดๆ ว่ามะระขี้นกแก้โรคเอดส์ แต่ความจริง มะระขี้นกแค่ช่วยให้อาการดีขึ้นเท่านั้น เพราะมะระขี้นกทำให้เจริญอาหารและเป็นยาระบาย ช่วยแก้ลมเข้าข้อ หัวเข่าบวม บำรุงน้ำดี แก้โรคม้าม โรคตับ ขับพยาธิ น้ำต้มใบมะระเป็นยาระบายอ่อนๆ

ส่วนที่นำมาใช้ ยอด ใบ ผลอ่อน

การปรุงอาหาร ยอด ใบ ลวกจิ้มน้ำพริก ผลนำไปผัดหรือแกงได้

8.ชะพลู

สรรพคุณ ส่วนลูกขับเสมหะ ส่วนใบแก้ปวดท้อง จุกเสียด

ส่วนที่นำมาใช้ ใบ

การปรุงอาหาร กินกับเมี่ยงคำ แกงกะทิ หรือน้ำพริก กินได้ทั้งสดและลวก

การดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติ กินผักพื้นบ้าน ยิ่งถ้าเป็นผักปลอดสารพิษสดๆ ยิ่งจะได้ประโยชน์เต็มๆ ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย กินเพื่อสุขภาพกาย และใจที่ดีของเรา เพราะวันไหนที่ป่วยขึ้นมาคงได้กินยาเป็นอาหารแทน เมื่อรู้แบบนี้แล้ว ไปค่ะ! กินผักพื้นบ้านกัน แต่กินอิ่มแล้ว อย่าลืมออกกำลังกายด้วยนะคะ

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

ข้อมูลจาก : กินอะไรดี โครงการ 304 กินได้ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ อำเภอสนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา

Please follow and like us:

ข่าวสารและกิจกรรมล่าสุด

Accessibility