Category Archives: ความรู้สุขภาพ

  • -

สมุนไพร : ว่านสากเหล็ก

สมุนไพร : ว่านสากเหล็ก thaihealth

Molineria latifolia  (W. T. Aiton) Herb. ex Kurz var. (W. T. Aiton) Herb. ex Kurz วงศ์ : HYPOXIDACEAE

ไม้ล้มลุก ลักษณะคล้ายพืชพวกปาล์ม ใบ เดี่ยว เรียงสลับติดกันที่โคนต้น รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก คล้ายใบปาล์ม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ โคนแผ่กว้างหุ้มลำต้น

ดอก ช่อแบบช่อรูปทรงกระบอกปลายแหลม ดอกสีเหลือง มี 6 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน

ผล แก่สีขาวถึงแดง ขนาดยาว 4-5 เซนติเมตร ส่วนที่ด้านขั้วป่องออกเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร และค่อยๆ เรียวไปทางปลายผล

ประโยชน์ : ยาพื้นบ้านอีสานใช้ ราก ฝนทา แก้สิวฝ้า ยาพื้นบ้านภาคใต้ใช้ เหง้า 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม วันละสามครั้ง หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น ลดอาการปวดประจำเดือน

ราก 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม วันละสามครั้ง หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น รับประทานเป็นยาชักมดลูก เช่น คลอดบุตรใหม่ๆ มดลูกลอย เพราะความอักเสบ เนื่องจากความเคลื่อนไหวของมดลูกจากที่เดิมให้เป็นปกติ วิธีใช้คือนำรากมาหั่นบางๆ ตากแห้ง ดองสุราหรือบดรับประทาน ชักมดลูกให้เข้าอู่ แก้มดลูกอักเสบ บำรุงกำลัง ปรุงยาขัดผิว แก้สิวฝ้า จุดด่างดำบนใบหน้า ทำให้หน้าขาว แต่เมื่อถูกแดดจะทำให้หน้าดำ

ดอก 100-150 กรัม

ผล แก่สีขาวถึงแดง ขนาดยาว 4-5 เซนติเมตร ส่วนที่ด้านขั้วป่องออกเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร และค่อยๆ เรียวไปทางปลายผล

ประโยชน์ : ยาพื้นบ้านอีสานใช้ ราก ฝนทา แก้สิวฝ้า ยาพื้นบ้านภาคใต้ใช้ เหง้า 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม วันละสามครั้ง หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น ลดอาการปวดประจำเดือน

ราก 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม วันละสามครั้ง หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น รับประทานเป็นยาชักมดลูก เช่น คลอดบุตรใหม่ๆ มดลูกลอย เพราะความอักเสบ เนื่องจากความเคลื่อนไหวของมดลูกจากที่เดิมให้เป็นปกติ วิธีใช้คือนำรากมาหั่นบางๆ ตากแห้ง ดองสุราหรือบดรับประทาน ชักมดลูกให้เข้าอู่ แก้มดลูกอักเสบ บำรุงกำลัง ปรุงยาขัดผิว แก้สิวฝ้า จุดด่างดำบนใบหน้า ทำให้หน้าขาว แต่เมื่อถูกแดดจะทำให้หน้าดำ

ดอก 100-150 กรัม  ราก 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม วันละสามครั้ง หลังอาหาร เช้า กลางวัน เย็น แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ

ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์

โดย คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล

Please follow and like us:

  • -

กินเผ็ช(ด)แบบไทย ดีต่อกาย

เมื่อพูดถึงอาหารไทยก็ต้องนึกถึง “ความเผ็ดร้อน หน้าตาสีสันฉูดฉาด และเครื่องเทศส่วนผสมการปรุงที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนชาติใด” นอกจากความอร่อยนั้น ความเผ็ดร้อนที่อยู่ในอาหารไทยยังเต็มไปด้วยคุณค่าที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

โรคฮิตอย่างโรคเบาหวาน โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมดล้วนมีสาเหตุมาจากการบริโภคที่ผิดหลักโภชนาการเช่น ความนิยมของอาหารฟาสต์ฟู้ดที่เต็มไปด้วยแป้งและไขมัน รวมถึงรสหวาน สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เราห่างไกลจากสิ่งที่เรียกว่า “สุขภาพดี”

 กินแบบไทย รสชาติไทย ดี๊ดีต่อสุขภาพ 

กินเผ็ช(ด)แบบไทย ดีต่อกาย thaihealth

อาจารย์แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ วิทยากรประจำศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ได้กล่าวไว้ว่า “ อาหารไทยเต็มไปคุณค่าทางโภชนาการ และสารอาหารที่ครบถ้วน รวมถึงมีความหลากหลายของสมุนไพร และเครื่องเทศที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงความเป็นชาติไทยมาแต่สมัยโบราณ อาหารไทยจึงเป็นอาหารเพื่อสุขภาพโดยแท้จริง”

ต้นทางของความเผ็ดร้อนของอาหารไทยส่วนใหญ่คือ “พริก” ที่มีสรรพคุณเป็นยาขับลม บำรุงธาตุ ช่วยย่อยอาหาร ทำให้เจริญอาหารบรรเทาอาการไข้หวัด ลดน้ำมูก ช่วยลด การอุดตันของหลอดเลือด ลดไขมันในเลือด รวมทั้งสีของพริกที่ไม่ว่าจะเป็นสีเหลืองสีส้มและสีแดงคือสารตั้งต้นของวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงสายตา อีกทั้งในพริกยังมีวิตามินซีมากกว่าในผลส้มเสียอีก แต่วิตามินซีในพริกจะสลายตัวเมื่อถูกความร้อน หากใครที่ต้องการวิตามินซีจากพริกก็จะต้องกินพริกสดเท่านั้น

 5 อาหารไทย “เผ็ดร้อน”มากประโยชน์ 

กินเผ็ช(ด)แบบไทย ดีต่อกาย thaihealth

“น้ำพริก” อาหารเผ็ดร้อนที่อยู่คู่โต๊ะรับประทานอาหารของคนไทย

น้ำพริก เคียงคู่กับผักสด ผักลวก ปลานึ่ง เมนูง่ายๆ ที่มากคุณประโยชน์ เพราะวัตถุดิบที่อยู่ในน้ำพริกล้วนเต็มไปด้วยสมุนไพรรสเผ็ดร้อนไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนูกระเทียมไทย กระชาย หอมแดง ตะไคร้เป็นต้น

“ต้มยำกุ้ง” เมนูที่โด่งดังไปทั่วโลก

เป็นเมนูที่เสมือนเป็นหม้อยาหม้อใหญ่ที่อุดมไป ด้วยสมุนไพรนานาชนิดไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า รากผักชี ซึ่งแต่ละชนิดล้วนมีสรรพคุณดูแลสุขภาพร่างกาย อาทิ ใบมะกรูดช่วยแก้จุกเสียด ขับลม พริกช่วยบำรุงธาตุ เป็นต้น

มีผลจากการศึกษาพบว่า น้ำพริก ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มสมุนไพรเผ็ดร้อนนั้น มีฤทธิ์ต่อต้านสารอนุมูลอิสระและชะลอความชรา สามารถกำจัดเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหารได้หลายชนิด กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและระบบการหายใจ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค อีกทั้งยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคทางสมอง เป็นต้น

“ส้มตำ” รสแซ่บใครๆ ก็ชอบ

ส่วนผสมของผักและสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น มะละกอ กระเทียม มะเขือเทศ พริกขี้หนู ถั่วฝักยาว ซึ่งมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยสร้าง ภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และชะลอวัย แต่การทานส้มตำให้ได้ประโยชน์ต้องคำนึงถึงความสะอาดของวัตถุดิบเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเป็นเมนูที่ไม่ผ่านความร้อน อาจเสี่ยงทำให้เกิดท้องเสียได้โดยเฉพาะต้องระวังเชื้อราอย่าง ‘อะฟลาทอกซิน’ ที่มักอยู่ในถั่วลิสง กุ้งแห้ง กระเทียมที่มีโทษต่อตับ และไม่ควรทานส้มตำเกิน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์หากมีส่วนผสมของ ปูดองเค็มหรือปลาร้า ควรทานเพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้งเท่านั้นที่สำคัญส่วนผสมนี้ต้องต้มให้สุกก่อน

ตามมาด้วย “หมูย่างน้ำตก”

อุดมด้วยกลุ่มสมุนไพรเผ็ดร้อนของพริกขี้หนูสดผสมพริกป่นกลมกล่อมด้วยหอมแดงต้นหอม ผักชี ใบสะระแหน่คลุกเคล้ามะนาว รวมถึงคลุกกับข้าวคั่วเพื่อช่วยดูดซับแก๊สในช่องท้องที่เกิดจากหมูไม่ย่อย เมื่อเทียบกันแล้ว สเต็กบาร์บีคิวของฝรั่งที่ทาเนยแสนเลี่ยนจิ้มกับซอสมะเขือเทศ น่าจะต้องหลีกทางให้กับหมูย่างน้ำตก แต่จะให้ดีควรเลือกกินหมูไร้มันด้วย

ปิดท้ายด้วย “มัสมั่นแกงแก้วตา หอมยี่หร่ารสร้อนแรง”

รสเผ็ดหอมกรุ่น ทั้งยังมีพริกแห้งกับ พริกไทย รวมถึงกลุ่มเครื่องเทศไทยรสเผ็ดร้อนอื่น เช่น กระเทียมไทย ตะไคร้ซอยข่าแก่ หอมแดง หอมใหญ่ รากผักชีอบเชย ลูกกระวาน ใบกระวาน กานพลู ฯลฯ ซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการเต็มที่จากโปรตีนและไขมันของเนื้อสัตว์ที่ช่วยย่อยด้วยกลุ่มเครื่องเทศรสเผ็ดร้อน จึงทานได้โดยไม่มีอาการท้องอืดเฟ้อ จุกเสียดจากอาหาร

เห็นแบบนี้คงหิวแน่เลย…แต่อย่าลืมว่าการที่เราจะมีสุขภาพดีได้ไม่เพียง แค่การกินอาหารที่มีประโยชน์ แต่จะต้องมีการออกกำลังกายที่เหมาะสม ตลอดจนการพักผ่อนอย่างเพียงพอ เป็น 3 ส่วนผสมที่ลงตัวของการมีสุขภาพดีที่ยั่งยืน

เรื่องโดย : กิดานัล กังแฮ Team Content www.thaihealth.or.th

ที่มา : หนังสือ “เผ็ดร้อนเป็นยา”โดย สำนักศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

Please follow and like us:

  • -

วิธีดูแลผิวหลังทำ “เลเซอร์” ป้องกันการติดเชื้อ

แนะวิธีดูแลผิวหลังทำ “เลเซอร์”  ป้องกันการติดเชื้อ  thaihealth

แพทย์แนะวิธีดูแลผิว หลังทำ “เลเซอร์” ชนิดมีแผล ป้องกันการติดเชื้อ อักเสบระคายเคือง เกิดรอยดำจากแดด

นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันประชาชนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะผิวพรรณ มีการรักษา สิว ฝ้า ริ้วรอย เสริมบุคลิกภาพเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเอง นวัตกรรมเพื่อความงามจึงเป็นที่นิยมในทุกกลุ่มวัย การทำเลเซอร์ผิวหนัง ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ประชาชนสนใจทำกันเป็นจำนวนมาก โดยแบ่งออกเป็น 1.เลเซอร์ชนิดที่ไม่มีแผลคือ เลเซอร์ที่หลังการรักษาแล้วไม่มีแผล คนไข้สามารถกลับไปทำงานได้ทันที และ 2.เลเซอร์ที่มีแผล ซึ่งเลเซอร์กลุ่มนี้คือคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ นำมารักษากระเนื้อ เนื้องอกผิวหนัง โดยจะมีรอยแดงก่อน แล้วแผลจึงจะหายเป็นปกติ ซึ่งผลของการเลเซอร์ จะทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น เกิดรอยดำจากการถูกแสงแดดได้ง่าย และอาจส่งผลให้เกิดปัญหาผิวหนังอื่นๆ เช่น การติดเชื้อ การอักเสบระคายเคือง

“ผู้ที่ทำเลเซอร์จึงต้องระวังไม่ให้แผลสัมผัสกับสารที่ทำให้ระคายเคืองผิว นำไปสู่การอักเสบ เช่น แอลกอฮอล์ น้ำยาฆ่าเชื้อ โฟมล้างหน้า โทนเนอร์ กรดผลไม้ ยาหรือเครื่องสำอางที่มีความเป็นกรด ซึ่งในช่วงแรกหลังการทำเลเซอร์ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิว งดใช้เครื่องสำอางที่ใช้อยู่เป็นประจำ ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป มีค่า PA ++ จึงจะสามารถป้องกัน รังสี UVA UVB ได้ดี และยังสามารถลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนังได้” รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว

พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า การทำเลเซอร์เป็นทางเลือก สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวแบบเร่งด่วน แต่นอกจากความสวยงามที่ได้รับแล้ว ยังมีผลเสียที่จะต้องศึกษาทำความเข้าใจก่อนรับบริการ ซึ่งวิธีดูแลสุขภาพผิวให้สดใส ชะลอริ้วรอยที่ดีที่สุด คือ การดูแลสุขภาพตนเองโดยช่วงนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน จึงควรทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน การนอนหลับให้เพียงพอวันละ 6 – 8 ชั่วโมง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ข้าวไม่ขัดสี ผักใบเขียว เพราะมีกากใย หรือไฟเบอร์ ช่วยในการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ควรทานผลไม้ ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม กีวี มะละกอสุก ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภท ชา กาแฟ ที่มีผลต่อความชุ่มชื้นของผิว ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพผิวที่ดีจากภายใน

ที่มา :manager.co.th

Please follow and like us:

  • -

เตือนอันตรายถึงตาย สูดดมแก๊สกระป๋อง

เตือนอันตรายถึงตาย สูดดมแก๊สกระป๋อง thaihealth

ป.ป.ส. เตือนอันตรายจากการสูดดมแก๊สกระป๋อง ถึงขั้นชัก หมดสติ จนเสียชีวิตได้

จากกรณีที่สื่อมวลชนได้เผยแพร่ข่าว เยาวชนในจังหวัดนครราชสีมา ได้นำก๊าซเชื้อเพลิงบรรจุกระป๋องมาเสพ จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต 1 ราย และอีกรายเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา

นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้ พบว่าเยาวชนทั้งสองเรียนรู้การเสพ โดยสูดดมก๊าซดังกล่าวนี้ จากเพื่อนรุ่นพี่เมื่อครั้งอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อนที่จะเสียชีวิตจากการสูดดมก๊าซครั้งนี้ ทั้งสองได้เสพก๊าซมาแล้วประมาณ 2 เดือน เพื่อให้เกิดความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม และมีอาการเมา

เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างก๊าซเชื้อเพลิงที่เยาวชนนำมาเสพ พบว่า เป็นก๊าซเชื้อเพลิงบรรจุกระป๋องมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการหุงต้มใช้กับเตาแก๊สสนามแบบพกพา มีส่วนประกอบของโพรเพน (Propane) และบิวเทน (Butane) ซึ่งมีลักษณะเป็นก๊าซไม่มีสีและไม่มีกลิ่น ภายใต้ความดันสูงจะเป็นของเหลวใส ไอที่เย็นจะเห็นเป็นหมอกหรือควันสีขาว ก่อนนำมาใช้ประโยชน์จะมีการเติมกลิ่น เพื่อให้สามารถสังเกตและป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดการรั่วจากภาชนะบรรจุ

โดยอันตรายจากการเสพหรือนำก๊าซที่มีสารผสมระหว่างโพรเพนและบิวเทน เมื่อสูดดมเข้าสู่ร่างกายจะออกฤทธิ์กดระบบประสาท เกิดอาการมึนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หากสะสมในร่างกายจนมีความเข้มข้นสูงจะทำให้ออกซิเจนในปอดลดลง ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดและเนื้อเยื่อต่างๆ ลดลง ทำให้เกิดอาการหายใจสั้น หัวใจเต้นเร็ว มึนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ทรงตัวไม่อยู่ เนื่องจากเมื่อก๊าซผ่านจากปอดเข้าสู่กระแสเลือดจะไปสะสมในปริมาณสูงที่อวัยวะที่มีไขมันสูงคือ สมอง รวมถึงพบการสะสมที่ตับ หัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ และมีภาวะขาดออกซิเจน ซึ่งหากขาดออกซิเจนนานอาจทำให้เกิดอาการชัก หมดสติ เกิดภาวะขาดออกซิเจนเฉียบพลัน จนเสียชีวิตได้

นายนิยม กล่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ตระหนักถึงวิถีชีวิตในสังคมปัจจุบันที่เด็กและเยาวชนจะได้รับข้อมูลต่างๆ ทางสื่อออนไลน์หรือกลุ่มเพื่อน เกิดการเลียนแบบพฤติกรรมบางอย่างที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่เด็กและเยาวชน จึงขอให้ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ หรือผู้ใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชนให้คำแนะนำและเฝ้าระวังการเข้าถึงสื่อ ให้ความรู้ความเข้าใจถึงโทษพิษภัยจากการใช้ยาเสพติด รวมถึงการใช้ยาและสารต่างๆ ในทางที่ผิด หรือหมั่นสังเกต และตักเตือนหากพบพฤติกรรมที่จะนำไปสู่อันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำคัญที่สุด คือ ผู้ปกครอง ครอบครัว ต้องดูแล เอาใจใส่ให้เวลาพบปะพูดคุย และทำกิจกรรมร่วมกัน ในครอบครัว เพื่อให้ทราบถึงปัญหาและให้คำปรึกษากับเด็กได้ เพื่อความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน และป้องกันการรู้เท่าไม่ถึงการณ์จนเกิดการสูญเสียเช่นกรณีดังกล่าว

ที่มา :www.bangkokbiznews.com

Please follow and like us:

  • -

เตือนอย่าตระหนกไข้ดำแดง

เฝ้าระวัง ‘โรคไข้ดำแดง’  thaihealth

สธ.แจงโรคไข้ดำแดง ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ผู้ป่วยร้อยละ 92 เป็นเด็ก

นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่าพบเด็กนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ ป่วยเป็นโรคไข้ดำแดง และมีการหยุดเรียนในบางชั้นเรียน นั้น กรมควบคุมโรค ได้ส่งทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรค ที่ 9 นครราชสีมา ลงพื้นที่หลังจากได้รับรายงานพบผู้ป่วยโรคดังกล่าวทันที โดยร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ ดำเนินการป้องกันควบคุมโรคตามมาตรการอย่างเคร่งครัด โดยให้โรงเรียนคัดกรองเด็กทุกเช้า ให้เด็กที่ป่วยหยุดเรียน ขอความร่วมมือผู้ปกครองเฝ้าระวังโรคและสังเกตอาการของบุตรหลานใกล้ชิด รวมถึงทำความสะอาดอุปกรณ์ ของใช้ และของเล่นต่างๆ

สำหรับโรคไข้ดำแดง นั้น ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก โรคนี้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ “สเตรปโตคอคคัสชนิดเอ” ก่อให้เกิดโรคหลายชนิด เช่น คออักเสบ โรคติดเชื้อทางผิวหนัง เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สถานการณ์ของโรคไข้ดำแดงในปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 16 ก.พ. 2560 มีผู้ป่วยแล้ว 243 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ในจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดเป็นเด็กช่วงอายุ 1-14 ปี ถึง 224 ราย หรือร้อยละ 92 ส่วนในปี 2559 ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 1,527 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิตเช่นกัน

นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อไปว่า โรคไข้ดำแดงมักจะเกิดในเด็กอายุระหว่าง 2-8 ปี แต่กลุ่มอายุอื่นๆ ก็สามารถเกิดได้เช่นกัน อาการของโรคจะเริ่มจากมีอาการไข้ เจ็บคอ มีผื่นแดงตามลำคอ รักแร้ ลำตัว แขนหรือขา ลักษณะของผื่นเมื่อสัมผัสจะคล้ายกระดาษทราย ใบหน้าแดง ริมฝีปากซีด และอาจมีปื้นขาวที่ลิ้น ซึ่งภายหลังจะลอกออกทำให้ลิ้นมีลักษณะบวมแดง ส่วนการติดต่อมักเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการหรือผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียก่อโรคอยู่หรือหายใจเอาละอองฝอยที่ติดเชื้อเข้าทางระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อผ่านการรับประทานอาหารก็พบได้แต่น้อย

ส่วนการป้องกันโรค มีดังนี้ 1.ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ 2.?หลีกเลี่ยงสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคไข้ดำแดง 3.สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาหากมีความจำเป็นต้องใกล้ชิดผู้ป่วย 4.ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย โดยเฉพาะของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดหน้า เครื่องนอน เป็นต้น 5.ล้างมือบ่อยๆด้วยสบู่ หรือก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วยหรือของใช้ของผู้ป่วย 6.หลีกเลี่ยงการขยี้ตา แคะจมูกปาก 7.หากพบเด็กป่วยควรแยกออกจากเด็กปกติทันที และ 8.หากพบผู้ป่วยหลายคนควรแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน หากมีข้อสงสัยประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

ที่มา : เว็บไซต์สปริงนิวส์

Please follow and like us:

Accessibility