Category Archives: ความรู้สุขภาพ

  • -

วัคซีนป้องกัน “นิวโมค็อกคัส” ลดเสี่ยงติดเชื้อ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ฉีดวัคซีน

มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน และสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้จัดแถลงข่าวโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยง ปีที่ 2 เนื่องในสัปดาห์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (World Immunization Week 2017) เพื่อเดินหน้ารณรงค์ให้ความรู้ พร้อมยกระดับคุณภาพเด็กไทย

นพ.มานิต ธีรตันติกานนท์ ประธานมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน และ รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ร่วมกันแถลงข่าวที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนของทุกปี หรือระหว่างวันที่ 24-30 เมษายน เป็นสัปดาห์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโลก โดยในปีนี้ได้ส่งเสริมเรื่อง “Vaccines Work” โดยมีเป้าหมายหลักในการมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ และให้ความสำคัญเรื่องการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน จากที่ WHO ให้ความสำคัญกับเรื่องวัคซีน ทำให้ทุกประเทศ แม้แต่ในประเทศที่ยากจนก็ได้รับการช่วยเหลือ มีเด็กทั่วโลกที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ทั้งวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก, โรคคอตีบ, ไอกรน, บาดทะยัก, หัด, โรคหัดเยอรมัน, โรคคางทูม, โรคไวรัสตับอักเสบเอ, โรคไวรัสตับอักเสบบี, โรคโปลิโอ, โรคอุจจาระร่วง รวมทั้งโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคร้ายแรงที่เกิดแก่ร่างกาย และคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก โดยในการให้วัคซีนต่างๆ ทำให้เด็กจากทั่วโลกมีโอกาสรอดชีวิตจากการติดโรคต่างๆ ถึงปีละ 2-3 ล้านคน แต่ทั้งนี้ก็ยังพบว่ามีเด็กที่ยังเข้าไม่ถึงวัคซีนปีละประมาณ 19.4 ล้านคน ซึ่งจากการประเมินพบว่า เด็กกลุ่มนี้หากได้รับการเข้าถึงจะสามารถรอดชีวิตได้อีกประมาณ 1.5 ล้านคน

ดังนั้น ในปี 2560 มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน ได้ร่วมมือกับสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย สานต่อโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส เพื่อเด็กกลุ่มเสี่ยงต่อเนื่อง เป็นปีที่ 2 ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันสำหรับเด็กไทย โดยเน้นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสำหรับเด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และสมควรได้รับการป้องกันเป็นอันดับแรก นอกจากนี้มูลนิธิฯ พร้อมผลักดันให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันที่มีต่อคุณภาพชีวิตของคนไทย ซึ่งในปัจจุบันนับเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลสุขภาพ

“หลายๆ ประเทศยังขาดโอกาสในการเข้าถึงวัคซีนต่างๆ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจของประเทศไม่เท่ากัน ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ขาดงบประมาณ แต่ยังขาดการตัดสินใจว่าสิ่งไหนควรให้ความสำคัญ ซึ่งทาง WHO ก็ได้ให้ความสำคัญว่าการจัดหาวัคซีนนั้นเป็นเรื่องที่คุ้มค่าและยั่งยืนในการลงทุน ดังนั้นจึงเห็นว่าประเทศไทยควรให้ความสำคัญ เพราะวัคซีนแม้ว่าจะมีราคาแพง แต่หากมีการใช้แพร่หลายขึ้น ราคาก็จะลดน้อยลง” นพ.มานิตกล่าว

รศ. (พิเศษ) นพ.ทวี กล่าวว่า ขณะนี้ในเรื่องวัคซีนประเทศไทยมีความล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านมาก ด้วยหลายๆ เหตุผล ซึ่งการจัดกิจกรรมในวันสัปดาห์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโลก ได้ขอความร่วมมือกับบริษัทเอกชน เพื่อจัดหาและส่งมอบวัคซีนป้องกันโรคไอพีดีเพื่อเด็กจำนวน 5,000 โดส โดยจะครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย โดยในปีแรกได้ส่งให้แก่โรงพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 17 จังหวัด แต่ในปีนี้ได้มีการเพิ่มเข้ามา 2-3 จังหวัด ซึ่งการที่ส่งใน รพ.ที่มีผู้เชี่ยวชาญนั้น เพื่อให้แพทย์พิจารณาถึงเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดทั่วประเทศ รวมถึงพื้นที่ห่างไกล

“โรคไอพีดีจากการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสนั้น มักเกิดขึ้นในเด็กอายุต่ำกว่า 7-8 ขวบ แต่อายุหลังจากนั้น หากมีโรคประจำตัวก็มีความเสี่ยงอยู่ โดยเชื้อจะติดอยู่ที่คอ และจะสามารถลุกลามเข้ากระแสเลือดหรือสมอง ทำให้เยื้อหุ้มสมองอักเสบถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นแม้ว่าจะยังไม่ครอบคลุมเด็กทั้งหมด ก็ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการร่วมกันป้องกันการเกิดโรคดังกล่าวในเด็ก ซึ่งก็เป็นการกันไว้ดีกว่าแก้” รศ. (พิเศษ) นพ.ทวีกล่าว

และว่า ในขณะนี้ยังไม่สามารถกระจายวัคซีนให้ครอบคลุมเด็กทั่วประเทศได้ แต่หากมีการใช้วัคซีนดังกล่าวมากขึ้น เชื่อว่าจะทำให้ต้นทุนต่ำลงเหมือนกับวัคซีนตัวอื่น เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ที่ในอดีตก็มีราคาสูงมากเช่นกัน

ที่มา : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

Please follow and like us:

  • -

แนะกิน “กล้วยน้ำว้าดิบ” ยับยั้งโรคท้องร่วง

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กล้วยน้ำว้าดิบ

อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แนะผลไม้ที่มีสรรพคุณแก้อาการท้องร่วง สมุนไพรรสฝาดมีสารแทนนิน มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ กล้วยน้ำว้า

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อน พบว่าประชาชนมักจะป่วยด้วยโรคท้องร่วง สาเหตุเนื่องจากรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ถูกสุขลักษณะ มีเชื้อโรคปนเปื้อน จึงแนะนำตำรับยาแผนไทยที่ประชาชนควรมีไว้ประจำบ้าน หรือพกติดตัวไว้ใช้เมื่อเกิดอาการท้องร่วง คือ ตำรับยาที่ใช้สมุนไพรรสฝาดซึ่งสมุนไพรส่วนใหญ่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เช่น ยาธาตุเด็กและยามันทธาตุ ใช้แก้อาการท้องเสียร่วมกับอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ปวดมวนท้อง แก้บิดมูกเลือด ยาธาตุบรรจบและยาเหลืองปิดสมุทร ใช้แก้อาการท้องเสียชนิดไม่ติดเชื้อและท้องเสียชนิดไม่มีไข้ ยามหาจักร ใช้แก้อาการท้องเสียชนิดติดเชื้อ เช่น อุจจาระมีสีเขียว กลิ่นบูดเปรี้ยวเป็นฟอง

นพ.ปราโมทย์กล่าวอีกว่า สำหรับผลไม้ที่มีสรรพคุณแก้อาการท้องร่วง สมุนไพรรสฝาดมีสารแทนนิน มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ กล้วยน้ำว้า โดยเลือกใช้ผลดิบ นำมาหั่นและตากแห้ง หลังจากนั้นให้บดเป็นผงแป้ง ใช้ในปริมาณ 10 กรัมต่อครั้ง ชงดื่มแก้อาการท้องร่วง วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการท้องร่วง ส่วนใหญ่อาการจะหายได้เองโดยการรักษาอาการขาดน้ำและเกลือแร่ ด้วยการดื่มน้ำมากๆ ในระหว่างท้องร่วงให้รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด ฯลฯ และไม่ควรงดอาหาร หรือรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด

“การป้องกันจากโรคท้องร่วงนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ใช้วัตถุดิบที่สด สะอาด ปราศจากแมลงวันตอม หรือสัมผัสกับฝุ่นละออง หากต้องการเก็บอาหารที่เหลือจากรับประทาน ควรเก็บไว้ในตู้เย็น และนำมาอุ่นร้อนทุกครั้งก่อนรับประทาน ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่คุ้นเคย เช่น อาหารทะเลบางชนิด ผักและผลไม้ควรล้างให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง ดื่มน้ำสะอาด ต้มสุก หากต้องดื่มน้ำนอกบ้าน ควรเลือกดื่มน้ำเปล่าที่ใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่สะอาด ฝาปิดผนึกเรียบร้อย และควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเตรียมอาหาร รับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ” นพ.ปราโมทย์กล่าว

ที่มา : สำนักสารนิเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

Please follow and like us:

  • -

ออกกำลังให้เฟิร์ม ต้องถูกท่าและถูกทาง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ออกกำลัง

คยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนออกกำลังกายอย่างหนักทุกวัน อาหารก็ควบคุมแต่ไม่ได้ผลดีเท่าคนอื่น คำตอบนั้นอาจอยู่ที่ความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆเช่นการออกกำลังกายผิดท่า

ท่าในการออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม แต่หากคุณต้องการจะพัฒนาฝีมือให้สูงขึ้น เรื่องของท่าทางที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น การเล่นกล้ามหน้าอกที่มีอยู่ 3 ส่วน คือ อกบน กลาง และล่าง คนส่วนใหญ่จะเล่นเฉพาะอกส่วนกลางเพราะเป็นท่าพื้นฐานตามตำราที่ทำง่ายที่สุด แต่สำหรับคนที่เล่นเป็นจะรู้ว่าในท่าเดียวกันแต่เปลี่ยนองศาการนั่งก็มีผลในการออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าอกให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งการเล่นกล้ามเนื้อมัดเล็ก อาจจะต้องใช้ทริกในการทำมุมข้อมือก็ให้ผลการออกกำลังในอีกแบบหนึ่ง

ในการวิ่งมาราธอน การวิ่งลงเต็มเท้า กับการวิ่งด้วยปลายเท้าก็ให้ผลการวิ่งที่แตกต่างกัน คนส่วนมากจะวิ่งลงเต็มเท้าอาจจะค่อนไปทางส้นเท้าหรือปลายเท้าขึ้นอยู่กับสรีระของแต่ละคน แต่สำหรับนักกีฬาอาชีพพวกเขาเลือกที่จะวิ่งโดยใช้ปลายเท้าลงพื้น แรกๆ อาจจะฝืนและปวดน่องกว่าการวิ่งปกติ แต่ถ้าฝึกจนชำนาญก็จะวิ่งระยะทางไกลได้เร็วกว่านักวิ่งทั่วไป

ดังนั้น เรื่องของท่าทางในการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ละเลยไปไม่ได้ เพราะเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาฝีมือและป้องกันอาการบาดเจ็บ โดยมีหลักง่ายๆ ในการดูว่าท่าทางการออกกำลังกายของเราถูกต้องไหม ให้เช็กด้วยการส่องกระจก นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมฟิตเนสต่างๆ จึงติดกระจกบานใหญ่ไว้ทั่วห้อง

ต่อมาให้เช็กว่า ท่าที่เราออกกำลังนั้นมีการบิดงอตามข้อมือ ข้อศอก และหัวเข่าหรือไม่ ท่าที่ถูกต้องข้อมือจะต้องตรงแนวหลังมืออยู่ระนาบเดียวกับแขนท่อนล่าง การออกแรงต้องมีแรงกระแทกย้อนกลับมากเกินไป เท้าวางในตำแหน่งที่มั่นคง แนวกระดูกสันหลังตรงไม่โค้งงอ ไม่มีการฝืนข้อต่อของร่างกายมากเกินไป ลองเช็กสิ่งเหล่านี้ดู เพราะอาจเป็นขั้นบันไดสู่เป้าหมายที่หายไปของคุณก็เป็นได้

ที่มา : 40plus.posttoday.com

Please follow and like us:

  • -

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้

มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูง

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย สถิติจากสถาบันมะเร็งบอกว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านม 28.6 คนต่อประชากร 1 แสนคน และมีอัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน มะเร็งเต้านมในผู้ชายกลับมีการพูดถึงน้อยมาก

ข้อมูลในสหรัฐระบุว่า มะเร็งเต้านมในผู้ชายมีอัตราราวร้อยละ 1 ของมะเร็งเต้านมที่พบทั้งหมด คิดเป็นตัวเลขราว 2,500 คน จากจำนวนนี้พบว่ามีผู้เสียชีวิตราว 500 คนต่อปี

มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูงเช่น มีญาติพี่น้องผู้หญิงป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม หรือมีความไวต่อการรับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือมีโครโมโซมเป็น XXY

มีข้อมูลว่าผู้ชายที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมราว 1 ใน 5 มีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม และมียีน BRCA ซึ่งเป็นยีนที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมอยู่ในร่างกาย นอกจากนี้การบริโภคแอลกอฮอล์มาก หรือเป็นโรคอ้วน ก็เป็นตัวเร่งที่ทำให้มะเร็งถามหาเช่นกัน

แม้ว่าสถิติของผู้ชายป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมจะน้อย แต่แพทย์ส่วนใหญ่ต่างระบุว่า ผู้ชายไม่ค่อยรู้ตัวและปล่อยให้มะเร็งลุกลามจนเกินขั้นรักษา ผู้หญิงส่วนใหญ่นิยมเข้ารับตรวจเต้านม (mammogram) ตอนอายุราว 40 ปีขึ้นไป แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่เคยตรวจเต้านมเลยตลอดทั้งชีวิต เพราะคิดว่าโรคนี้ไม่มีทางเกิดกับตน

อาการเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ เริ่มมีก้อนเนื้อที่หน้าอก เช่นเดียวกับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง แต่ผู้ชายมีเนื้อเยื่อหน้าอกน้อยกว่าทำให้สังเกตได้ยาก ผู้ชายส่วนใหญ่จะเริ่มรู้ว่าตนเองมีก้อนเนื้อก็ต่อเมื่อมะเร็งเริ่มลามไปถึงหัวนม หรือมีเลือดออกบริเวณหัวนม แต่ก็เป็นสัญญาณว่าอาการลุกลาม และก้อนเนื้อมะเร็งที่อยู่ในหน้าอก ก็อาจลุกลามไปยังระบบต่อมน้ำเหลืองเสียแล้ว

การรักษามะเร็งเต้านมชาย ไม่แตกต่างจากการรักษามะเร็งเต้านมของผู้หญิง ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและดุลพินิจของแพทย์ว่าจะต้องใช้วิธีการใด ได้แก่ การตัดเนื้อเยื่อหน้าอกออก การฉายแสง การทำคีโม หรือใช้ฮอร์โมนรักษาให้เนื้อมะเร็ง ซึ่งไวต่อฮอร์โมนเพศหญิงหายไป

คำแนะนำของแพทย์ส่วนใหญ่ในการป้องกันมะเร็งเต้านมชายคือ หมั่นตรวจเช็กร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้ง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และรู้จักสังเกตร่างกายตัวเองด้วยการคลึงเต้านมเหมือนการตรวจเต้านมผู้หญิง ถึงแม้จะไม่เจอ แต่ถ้ารู้สึกว่าหน้าอกตนเองผิดปกติก็ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว และอย่าคิดว่าตนเองไม่น่าจะป่วยด้วยโรคแบบนี้ มิฉะนั้นอาจสายเกินแก้ได้

ที่มา : เว็บไซต์คมชัดลึกออนไลน์

Please follow and like us:

  • -

7 สาเหตุนอนไม่หลับและเคล็ดลับแก้ไข

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นอนไม่หลับ

        การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนั้นเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต ซึ่งความต้องการในการนอนหลับของคนมีไม่เท่ากันเนื่องจากขึ้นอยู่กับอายุ ทารกต้องนอนละวันละ 16 ชั่วโมง วัยรุ่นต้องการวันละ 9 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ต้องการวันละ 7-8 ชั่วโมง

          แต่วงจรการใช้ชีวิตในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากอดีต จนนำมาสู่การเกิด “โรคนอนไม่หลับ” หรือ Insomnia ซึ่งมีรูปแบบของอาการมากมาย เช่น การนอนไม่หลับ การนอนหลับไม่สนิท การหลับๆ ตื่นๆตลอดทั้งคืน การตื่นขึ้นมากลางดึก การตื่นเช้าผิดปกติ และการตื่นมาแล้วไม่สดชื่น เป็นต้น

          7 สาเหตุการนอนไม่หลับ และเคล็ดลับวิธีแก้ไข

          7 สาเหตุของการนอนไม่หลับ

          1. ปัญหาสิ่งแวดล้อม เสียงดังรบกวน สว่างเกินไป หรือคับแคบเกินไป ทำให้นอนหลับยาก

          2. อาการเจ็บป่วย เช่น ปวดท้อง ปวดตามเนื้อตัว เป็นโรคเกี่ยวกับการนอนหลับ มีปัญหาเรื่องระบบการหายใจ มีอาการไอ

          3. ความเครียด อาการวิตกกังวล แรงกดดัน หรือมีอาการซึมเศร้าและท้อแท้ หมดกำลังใจ หมดหวังในการใช้ชีวิต คิดว่าตัวเองไร้ค่า ยึดติดและอยู่กับตัวเองมากเกินไป

          4. แอลกอฮอล์ คาเฟอีนในกาแฟ บุหรี่ หรือการใช้ยาบางชนิดนั้นอาจส่งผลเกี่ยวกับการนอนหลับ

          5. ท้องว่าง ทำให้เกิดอาการอึดอัด หิวขึ้นมาในช่วงดึก หรืออิ่มมากเกินไป จนทำให้มีอาการแน่นท้องกลางดึก จนนอนไม่หลับ

          6. ภาวะการนอนหลับ เช่น การนอนละเมอ ฝันร้าย หรือนอนไม่หลับจนติดเป็นนิสัย

          7. หน้าที่การงานที่ต้องเปลี่ยนเวลาการนอนอยู่สม่ำเสมอ เช่น พยาบาล ยาม

          7 สาเหตุการนอนไม่หลับ และเคล็ดลับวิธีแก้ไข

          วิธีแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับ

          – จัดที่นอนให้เหมาะสม สบายเหมาะแก่การนอน เงียบสงบ อุณหภูมิที่เย็นสบายพอเหมาะ ไม่ควรเปิดโทรทัศน์ และหากต้องการให้ร่างกายพักผ่อนมากจริงๆ ให้ปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด จะได้ไม่มีเสียงรบกวนขณะนอนหลับ

          – ผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน เช่น การนวดให้ร่างกายผ่อนคลาย การแช่น้ำอุ่น

          – หลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน หรือการใช้ยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมในช่วงกลางวัน

          – เมื่อรู้สึกง่วงจะต้องเข้านอนทันที เข้านอนให้เวลานั้นเหมือนกันทุกคืน ตรงเวลา ร่างกายจะจดจำเวลานอนเอง

          – หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก หรืออาหารที่ย่อยยากก่อนนอน เพราะจะทำให้ปวดท้อง เนื่องจากมีอาการกรดไหลย้อน ถ้าท้องว่างให้รับประทานอาหารเบาๆ เช่น ขนมปังชิ้นเล็ก นมอุ่ม หรือน้ำผลไม้

          – หากนอนไม่หลับ ให้ไปทำกิจกรรมเบาๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือนั่งสมาธิ เมื่อรู้สึกง่วงให้เข้ามานอน

          – ก่อนนอนควรทำสมองให้โล่ง ปลอดโปร่ง ไม่นำเรื่องเครียด กดดัน ผิดหวัง หรือเสียใจมาคิด ทำจิตใจให้ผ่อนคลายก่อนนอน ใช้กลิ่นเข้ามาช่วยในการนอนหลับ เช่น กลิ่นวานิลลา กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นยูคาลิปตัส กลิ่นพิมเสน หรือกลิ่นคาโมมายล์ ที่ช่วยทำให้ผ่อนคลาย บรรเทาความเครียด จิตใจสงบ ปลอดโปร่ง และผ่อนคลาย

          – หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ ชาที่มีคาเฟอีน หรือน้ำอัดลม เพราะจะทำให้นอนไม่หลับ และลดประสิทธิภาพการนอนหลับ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ลง ถึงแม้ว่าจะช่วยในเรื่องการนอนหลับ หากมากไปอาจส่งผลต่อร่างกายได้

          – ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรออกกำลังกายก่อนนอน เพราะจะทำให้ร่างกายมีการตื่นตัว นอนไม่หลับ

          – ปรึกษาแพทย์หรือนักบำบัด อาจมีการแนะนำให้ใช้ยานอนหลับ ยาผ่อนคลาย ได้รับการปรึกษา หรือมีตารางการปฏิบัติมาให้ฝึกบำบัดการนอนหลับ

          – รับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง เช่น ปลาโอ ปลาเก๋า ปลากะพง ถั่วเหลือง ถั่วลิสง อัลมอลต์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ยอดฟักแม้ว ยอดฟักทอง และกล้วยสุก เพราะแมกนีเซียม ลดอาการซึมเศร้า และมีผลต่อกระบวนการควบคุมการนอนหลับ โดยเป็นตัวที่ช่วยในการสร้างสารเมลาโตนิน นอกจากนั้นอาหารที่มีโปรตีนและฟอสฟอรัสนั้นยังมีแมกนีเซียมด้วย เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเมล็ดแห้ง ไข่ ผักใบเขียว และเนื้อสัตว์

          ทั้งนี้หากเราอดนอน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลเสียกับร่างกายทำให้ระบบร่างกายทำงานติดขัด จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดความดันโลหิตสูง และปัญหาด้านระบบหลอดเลือดหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานโดยมีประสิทธิภาพลดลง หายจากโรคต่างๆ ได้ช้าลง มีผลต่อการเจริญเติบโต มีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอได้ลดลง ฟื้นตัวจากโรคได้ช้า ร่างกายมีภาวะอ่อนเพลีย ส่งผลต่อระบบเผาผลาญ ร่างกายต้องการอาหารมากขึ้น มีอาการป่วย เช่น คลื่นใส้ ปวดศีรษะ ท้องผูกหรือท้องเสีย กล้ามเนื้อทำงานได้ไม่เต็มที่ กล้ามเนื้อทำงานได้ลดลง หรืออ่อนแรง อ่อนเพลีย มีผลทางด้านจิตใจและอารมณ์ เช่น โกรธง่าย มีอารมณ์แปรปรวน ไม่คงที่ ซึมเศร้า และมีอาการเฉื่อยชา ไม่อยากทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นจึงต้องดูแลร่างกายให้ดี การพักผ่อนนอนหลับนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่แพ้เรื่องการบริโภคหรือการออกกำลังกายเลย

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์

Please follow and like us:

ข่าวสารและกิจกรรมล่าสุด

Accessibility